|
PART ONE: THE SCIENTIFIC MIRACLES OF THE QUR'AN
Introduction
กว่า 14 ศตวรรษมาแล้วที่เอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานคัมภีร์อัลกุรอาน ลงมายังมนุษย์เพื่อให้เป็นคัมภีร์แห่งทางนำ พระองค์เรียกร้องให้มนุษย์รับการชี้นำสู่สัจธรรมด้วยการยึดมั่นต่ออัลกุรอาน นับตั้งแต่วาระแรกแห่งการประกาศโองการจวบจนกระทั่งถึงวันแห่งการตัดสิน อัลกุรอานจะยังคงเป็นทางนำหนทางเดียวสำหรับมวลมนุษยชาติ
รูปแบบที่หาที่เปรียบไม่ได้ของอัลกุรอาน ตลอดจนวิทยปัญญาอันล้ำเลิศที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนว่า อัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ยิ่งไปกว่านั้น อัลกุรอานยังได้แจ้งถึงเหตุการณ์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย อันเป็นข้อพิสูจน์ว่าอัลกุรอาน คือคัมภีร์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานลงมา ลักษณะประการหนึ่งก็คือ เรื่องที่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ที่มนุษย์เราเพิ่งค้นพบด้วยเทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 20 นั้นมีกล่าวอ้างอยู่ในอัลกุรอานเมื่อ 1,400 มาแล้ว
แน่นอนอัลกุรอานไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่อัลกุรอานก็ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบด้วยเทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 20 เอาไว้อย่างลึกซึ้งและรัดกุม
ในช่วงเวลาที่อัลกุรอานได้เริ่มเผยแพร่นั้น ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่เป็นที่รู้กัน จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ ว่าอัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า
เพื่อที่จะเข้าใจความมหัศจรรย์ในเชิงวิทยาศาสตร์ของอัลกุรอาน เราควรจะทราบระดับของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น ในช่วงเวลาที่คัมภีร์เล่มนี้ประทานลงมา
ในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อัลกุรอานประทานลงมานั้นสังคมอาหรับมีความเชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เพราะขาดวิทยาการที่จะศึกษาตรวจสอบหรือตั้งข้อสังเกตต่อจักรวาลและธรรมชาติ ชาวอาหรับในยุคแรกๆ เชื่อเรื่องตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตัวอย่างเช่นพวกเขาเชื่อว่า ภูเขาช่วยหนุนฟ้าเอาไว้ โดยโลกนั้นมีลักษณะแบนราบ มีภูเขาขนาดใหญ่อยู่ที่ปลายทั้งสองข้างของโลก ภูเขาเหล่านั้นคือเสาที่ค้ำยันหลังคาฟ้าเบื้องบน
อย่างไรก็ตามความเชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ของสังคมอาหรับได้ถูกขจัดออกไปโดยอัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัรเราะอฺดฺ อายะฮ์ที่ 2 ความว่า “อัลลอฮ์ คือผู้ทรงยกชั้นฟ้าทั้งหลายเอาไว้โดยปราศจากเสาค้ำจุน..” (13:2) อายะฮ์นี้ได้ลบล้างความเชื่อที่ว่า ท้องฟ้าลอยอยู่ได้เพราะมีภูเขาค้ำยัน ยังมีข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกหลายเรื่องที่เปิดเผยขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผู้คนยังขาดความรู้ ความเข้าใจ
อัลกุรอาน ซึ่งถูกประทานลงมาในช่วงเวลาที่มนุษย์ยังมีความรู้อย่างจำกัดในเรื่องดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือชีววิทยานั้น กลับปรากฏข้อมูลที่สำคัญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาต่างๆเหล่านี้ เช่น เรื่องการกำเนิดสุริยจักรวาล การกำเนิดมนุษย์ โครงสร้างของชั้นบรรยากาศ และความสมดุลที่เหมาะสมที่สุดที่ทำให้ชีวิตบนโลกดำรงอยู่ได้
ทีนี้เรามาลองดูปรากฏการณ์ต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน
THE COMING OF THE UNIVERSE INTO EXISTENCE
การปรากฏของจักรวาลนั้นกุรอานได้อธิบายไว้ในซูเราะฮ์อันอาม อายะฮ์ที่ 101 ความว่า
“อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงประดิษฐ์ชั้นฟ้าและแผ่นดิน...”
(อัลกุรอาน 6:101)
สิ่งที่ได้ระบุไว้ในอัลกุรอานนั้นสอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันซึ่งมีข้อสรุปของวิชาฟิสิกส์ทางดาราศาสตร์ว่า ทั่วทั้งจักรวาลตลอดจนมิติต่างๆของสสารและเวลา บังเกิดขึ้นสืบเนื่องจากผลของการระเบิดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่า “บิ๊กแบง (Big Bang)” ซึ่งพิสูจน์ว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาจากการระเบิดของสิ่งๆหนึ่ง วงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยอมรับว่า “บิ๊กแบง” เป็นเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ใช้อธิบายการกำเนิดและปรากฏของจักรวาล
ก่อนหน้า “บิ๊กแบง” ไม่มีสิ่งใดปรากฏอยู่เลยไม่ว่าจะเป็นสสาร พลังงานหรือแม้แต่เวลา บิ๊กแบงจึงเป็นคำอธิบายเชิงอภิปรัชญาได้ประการเดียวเท่านั้นว่า สิ่งเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมา ข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์สมัยใหม่ที่เพิ่งจะค้นพบเมื่อไม่นานมานี้นั้น เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานเมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว
ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลเข้มแสดงถึงรังสีที่ ปรากฏอยู่ก่อน |
 |
ส่วนที่เป็นสีชมพูอ่อน แสดงถึงส่วนที่ยังร้อนอยู่ |
| ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลอ่อน แสดงถึง |
ส่วนที่เป็นสีชมพูเข้ม แสดงถึงพื้นที่ที่ร้อนที่สุด |

THE EXPANSION OF THE UNIVERSE

เอ็ดวิน ฮับเบิล และกล้องเทเลสโคปขนาดใหญ่ |
อัลกุรอานประทานลงมาเมื่อ 14 ศตวรรษที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่อัลกุรอาน ก็ได้กล่าวถึงการขยายตัวของจักรวาลไว้แล้ว ในซูเราะฮ์อัซซาริยาต ความว่า
“และเราได้สร้างฟ้ามาให้แข็งแกร่ง
และแท้จริงเราเป็นผู้ขยายมันออก”
(อัลกุรอาน 51:47)
คำว่า “ฟ้า” ในอายะฮ์นี้ปรากฏอีกหลายแห่งในอัลกุรอานโดยมีความหมายถึงอวกาศและจักรวาล ในอายะฮ์นี้ก็ใช้ในความหมายเช่นนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อัลกุรอานได้เปิดเผยว่า จักรวาลนั้นมีการแผ่ขยายซึ่งก็เป็นข้อสรุปที่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบนั่นเอง

จอร์จ เลอแมตร์
|
ต้นศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์ชาวรัสเซียชื่อ อเล็กซานเดอร์ ฟรีดมันน์ (Alexander Friedmann) และนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมชื่อว่า จอร์จ เลอแมตร์ (Georges Lemaitre) ได้คำนวณตามหลักทฤษฏีแล้ว พบว่าจักรวาลนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างคงที่และกำลังค่อยๆขยายตัวออก
ข้อเท็จจริงนี้ยังได้รับการพิสูจน์อีกจากข้อมูลในการศึกษาสังเกตในปี ค.ศ.1929 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ซึ่งได้เฝ้าสังเกตท้องฟ้าด้วยกล้องเทเลสโคปอยู่นั้น พบว่า ดวงดาวต่างๆและกาแลคซี ต่างก็เคลื่อนตัวออกห่างจากกัน อย่างสม่ำเสมอ การที่สิ่งต่างๆในจักรวาลเคลื่อนตัวออกห่างจากกันนั้น ย่อมหมายความว่าจักรวาลนั้นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การศึกษาสังเกตที่มีต่อมาอีกหลายปี ยืนยันได้ว่าจักรวาลแผ่ขยายตัว ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มีอธิบายอยู่แล้ว ในอัลกุรอานตั้งแต่ยังไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้เลย ทั้งนี้เพราะว่าอัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงสร้างและบริหารจักรวาล ทั้งมวล
ในช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์ “บิ๊กแบง” จักรวาลขยายตัวในอัตราคงที่ด้วยความเร็วสูงมาก
นักวิทยาศาสตร์ ได้เปรียบเทียบการขยายตัวของจักรวาลเหมือนผิวของลูกโป่งที่ขยายตัวออกมา
|
THE SPLITTING ASUNDER OF "THE HEAVENS AND THE EARTH
อีกตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับการสร้างชั้นฟ้าปรากฏอยู่ใน ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอฺ อายะฮ์ที่ 30 ความว่า
“และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น ไม่เห็นดอกหรือว่าแท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น
แต่ก่อนนี้รวมติดเป็นผืนเดียวกันแล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน
เราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตจากน้ำ ดังนั้น พวกเขายังไม่ศรัทธาอีกหรือ”
(อัลกุรอาน 21:30)
คำว่า “รอตะกอ” ตามพจนานุกรม แปลว่าเย็บติดกัน ซึ่งหมายความว่า แต่ละอย่างผสมกัน หรือผสมกลมกลืนกัน คำนี้จะใช้กับสิ่งสองสิ่งที่ต่างกันแต่นำมารวมเป็นสิ่งเดียวกัน ส่วนวลีที่ว่า “เราได้แยกออก” มาจากคำกริยา “ฟะตะกอ” ซึ่งใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จากการแยกออกหรือการทำลายโครงสร้างของ ”รอตะกอ“ (ยึดติดกันไว้) การที่เมล็ดพืชงอกขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นตัวอย่างหนึ่งของความหมายของกริยานี้
จากความรู้นี้เราลองกลับไปดูอายะฮ์นี้อีกครั้งหนึ่ง อายะฮ์นี้กล่าวไว้ว่าชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้น ในระยะแรกได้อยู่ในสภาพของ รอตะกอ (ยึดติดกันไว้) และต่อมาจึงถูก ฟะตะกอ (แยกออกจากกัน) เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ถ้าหากเรานึกไปถึงระยะแรกของบิ๊กแบง เราจะพบว่าเพียงจุดจุดเดียวนั้น ได้รวมทุกๆสิ่งในจักวาล ทั้ง “ชั้นฟ้าและแผ่นดิน” ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้บังเกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ ทุกสิ่งรวมอยู่ในสภาพ รอตะกอ (ยึดติดกันไว้) และเมื่อมีการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงก็เป็นเหตุให้เกิด ฟะตะกอ (แยกออกจากกัน) แล้วจึงเริ่มขั้นตอนในการสร้างจักรวาล
เมื่อเปรียบเทียบสิ่งที่อายะฮ์นี้ได้อธิบายไว้กับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ เราจะเห็นว่า ข้อมูลทั้งสองต่างยืนยันความถูกต้องของกันและกัน แต่ทว่าสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การค้นพบเรื่องเหล่านี้โดยทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะปรากฏในศตวรรษที่ 20 นี้เอง

ภาพนี้อธิบายถึง ทฤษฎีบิ๊กแบง ที่แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างจักรวาลจากความว่างเปล่า บิ๊กแบงเป็นทฤษฎีที่พิสูจน์แล้วโดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนพยายามโต้แย้งทฤษฎีนี้ด้วยทฤษฏีอื่นๆ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีนี้ ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในวงการวิทยาศาสตร์
Orbits
การกล่าวถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในอัลกุรอานนั้น มีการเน้นย้ำว่าทั้งสองต่างมีวงโคจรที่แน่นอนเฉพาะตน ในซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอฺ ความว่า
“และอัลลอฮ์ ทรงสร้างกลางวันและกลางคืน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งทุกๆสิ่งล้วนโคจรในจักรราศี”
(อัลกุรอาน 21:33)
ในซูเราะฮ์ยาซีนอายะฮ์หนึ่งกล่าวเอาไว้อีกว่า ดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้อยู่กับที่ แต่เคลื่อนไปตามวงโคจรที่แน่นอน ความว่า
“และดวงอาทิตย์ย่อมโคจรไปตามตำแหน่งสถิตของมันเอง
การนั้นเป็นการกำหนดของผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง”
(อัลกุรอาน 36:38)
ความจริงทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานนั้น เพิ่งถูกค้นพบโดยการศึกษาสังเกตทางดาราศาสตร์ในสมัยของเรานี้เอง จากการคำนวณของนักดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์จะเดินทางด้วยความเร็วสูงถึง 720,000 กิโลเมตร/ ชั่วโมง ในทิศทางของดาวเวก้า ที่วงโคจรเฉพาะตัว เรียกว่าโซล่าร์ เอเพ็กซ์ (Solar Apex) นั่นหมายความว่า ดวงอาทิตย์จะเดินทางประมาณวันละ 17,280,000 กิโลเมตร และที่เดินทางไปพร้อมดวงอาทิตย์ด้วยนั้น มีทั้งดาวเคราะห์ต่างๆและดาวบริวารในขอบเขตแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ซึ่งโคจรไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ดวงดาวทั่วทั้งจักรวาล ก็มีลักษณะการเดินทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นเดียวกัน
ความจริงที่ว่า ทั้งจักรวาลเต็มไปด้วยเส้นทางและวงโคจรที่มีลักษณะคล้ายกันเช่นนี้ ได้ปรากฏอยู่ในอัลกุร-อานซูเราะฮ์ อัซซาริยาต ว่า
“ขอยืนยันด้วยฟากฟ้าที่มีช่องการโคจร อย่างมากมายยิ่ง”
(อัลกุรอาน 51:7)
ในจักรวาลมีกลุ่มดาวอยู่ประมาณ 2 แสนล้านกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มมีดวงดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง ดวงดาวส่วนใหญ่ประกอบด้วยดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์ส่วนใหญ่จะมีดาวบริวาร ส่วนประกอบของจักรวาลทั้งหมดนี้ จะเคลื่อนไปในวงโคจรที่กำหนดไว้อย่างเที่ยงตรง นับเป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่ดาวแต่ละดวงเดินทางหมุนเวียนอยู่ในวงโคจรอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับดาวอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีดาวหางต่างๆที่เดินทางอยู่ในวงโคจรที่กำหนดไว้
วงโคจรต่างๆในจักรวาลนั้น ไม่ได้มีเฉพาะวงโคจรของดวงดาวเท่านั้น กาแล๊คซีต่างๆก็โคจรด้วยความเร็วสูงมากบนวงโคจรที่คำนวณและกำหนดไว้เช่นกัน ในระหว่างวงโคจรนั้นจะไม่มีดาวดวงใดเลยที่จะโคจรตัดข้ามไปยังวิถีโคจรของดาวดวงอื่นหรือเกิดการปะทะกันกับดาวดวงอื่น

ในช่วงที่อัลกุรอานประทานลงมานั้น ยังไม่มีกล้องดูดาวอย่างทุกวันนี้ และไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการศึกษาสังเกตอวกาศที่ห่างไกลออกไปนับล้านๆกิโลเมตร อีกทั้งยังไม่มีความรู้ทางฟิสิกส์หรือดาราศาสตร์ที่ทันสมัย ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น มาอธิบายว่า อวกาศ “เต็มไปด้วยเส้นทางและวงโคจร” เหมือนดังที่ปรากฏอยู่ในอายะฮ์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันว่า อัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า
ดาวหางฮัลเลย์ก็เหมือนดาวหางอื่นๆในจักรวาล ที่โคจรตามวงโคจรที่ถูกกำหนดไว้ เป็นวงโคจรที่เฉพาะเจาะจงและมีเส้นทางเดินอย่างเป็นระเบียบร่วมกับดาวอื่นๆบนท้องฟ้า
ดาวทุกดวงบนท้องฟ้ารวมทั้งดาวเคราะห์และดาวบริวาร ดาวฤกษ์ หรือแม้แต่กาแล๊คซี ต่างก็มีวงโคจรที่เป็นของตนเอง ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้จากการคำนวณอย่างละเอียด และผู้ที่สร้างระบบที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ขึ้นมา พร้อมกับดูแลรักษาระบบนั้น ก็คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั่วทั้งจักรวาล
THE ROUNDNESS OF THE EARTH
“พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินด้วยความจริงอันชัดแจ้ง พระองค์ทรงให้
กลางคืนที่คาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืน…”
(อัลกุรอาน 39:5)
ในอัลกุรอาน คำที่ใช้บรรยายถึงจักรวาลนั้นน่าสนใจยิ่ง คำภาษาอาหรับว่า “ ตักวีร ” หมายความว่า “สิ่งหนึ่งเกยซ้อนกับอีกสิ่งหนึ่ง เหมือนกับการพับผ้า” (พจนานุกรมภาษาอาหรับอธิบายว่า เป็นการพันสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง)
ข้อความในอายะฮ์เกี่ยวกับเวลากลางวันและกลางคืนที่คาบเกี่ยวซึ่งกันและกัน แสดงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัณฐานของโลก การคาบเกี่ยวกันในลักษณะดังกล่าวจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อโลกมีรูปทรงกลมเท่านั้น ความจริงข้อนี้ได้ปรากฏชัดอยู่ในอัลกุรอานตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แล้ว ทั้งที่ในขณะนั้นเรื่องสัณฐานกลมของโลกยังไม่มีใครรู้เลย
อย่างไรก็ตามเราควรตระหนักว่าความเข้าใจทางดาราศาสตร์ในเวลานั้น ทำให้เรารับรู้เกี่ยวกับโลกได้แตกต่างกัน แต่ก่อนนั้นเคยเชื่อกันว่า โลกแบน การคำนวณและการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ล้วนอาศัยความเชื่อนี้ แต่ทว่าข้อความในอัลกุรอานกลับมีข้อมูลที่มนุษย์เพิ่งจะค้นพบกันเมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง เนื่องจากอัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ทุกถ้อยคำในอัลกุรอานจึงเป็นจริงเสมอ รวมทั้งเรื่องที่กล่าวถึงจักรวาลก็เช่นกัน
THE PROTECTED ROOF
พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนให้เราตระหนักถึงลักษณะที่น่าสนใจยิ่งของท้องฟ้า ไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ:
“ และเราได้ทำให้ชั้นฟ้าเป็นหลังคา ถูกรักษาไว้ไม่ให้หล่นลงมา
และพวกเขาก็ยังหันหลังให้สัญญาณต่างๆของมัน ”
(อัลกุรอาน 21:32)
ลักษณะดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20
บรรยากาศที่ล้อมรอบโลกนั้นมีหน้าที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต สะเก็ดดาวทั้งเล็กและใหญ่จะถูกทำลายขณะที่เข้ามาใกล้พื้นโลก เป็นการป้องกันมิให้ตกสู่พื้นโลกและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
นอกจากนี้ ชั้นบรรยากาศยังกรองรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเอาไว้ด้วย ที่น่าสนใจก็คือจะมีเพียงรังสีที่ไม่เป็นอันตรายและมีประโยชน์เท่านั้นที่ผ่านมายังโลกเรา นั่นคือ แสงที่สามารถมองเห็นได้ รังสีใกล้อัลตร้าไวโอเลตและคลื่นวิทยุ ซึ่งจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต รังสีใกล้อัลตร้าไวโอเลต ซึ่งจะผ่านชั้นบรรยากาศลงมาบางส่วน ใช้สำหรับการสังเคราะห์แสงของพืช และการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ส่วนรังสีอัลตร้าไวโอเลตเข้มข้นจากแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่จะถูกกรองโดยชั้นโอโซน มีเฉพาะบางส่วนที่จำเป็นเท่านั้นที่มาถึงผิวโลก
หน้าที่ในการป้องกันโลกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ชั้นบรรยากาศยังป้องกันโลกจากความหนาวเย็นของอวกาศที่มีอุณหภูมิถึง -270 องศาเซลเซียส อีกด้วย
ชั้นบรรยากาศจะปล่อยให้แสงที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตผ่านมายังพื้นโลกเท่านั้น ดังตัวอย่างของรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่สามารถผ่านลงมายังโลกเพียงบางส่วน เฉพาะที่จำเป็นในการสังเคราะห์แสงของพืช และในการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต |
ภาพสะเก็ดดาวที่พุ่งมายังโลก เป็นวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศและอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อโลก แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอย่างลงตัว ได้ทรงสร้างชั้นบรรยากาศมาเป็นหลังคาปกป้องโลก ทำให้สะเก็ดดาวต่างๆกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะตกลงมาถึงโลก |

ผู้คนส่วนมากที่มองท้องฟ้ามักไม่ได้นึกถึงความสำคัญของชั้นบรรยากาศในการปกป้องโลก เราแทบไม่ทันคิดกันเลยว่าโลกจะเป็นอย่างไรถ้าปราศจากระบบป้องกันเช่นนี้ ภาพนี้เป็นภาพหลุมยักษ์อันเกิดจากสะเก็ดดาวที่ตกลงมายังเมืองอริโซนา สหรัฐอเมริกา หากไม่มีชั้นบรรยากาศ สะเก็ดดาวจำนวนนับล้านคงจะตกมายังโลก ซึ่งจะทำให้ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกอีกต่อไป ชั้นบรรยากาศซึ่งทำหน้าที่ปกป้องโลกจึงช่วยให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย นี่คือการที่พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องคุ้มครองมนุษย์ นับเป็นความมหัศจรรย์ที่ประกาศไว้ในอัลกุรอานโดยแท้
 |
|
 |
| พลังเผาผลาญที่ปะทุจากดวงอาทิตย์ มีความรุนแรงมากเกินกว่าที่มนุษย์จะประมาณได้ การปะทุเพียงครั้งเดียวเท่ากับ แรงระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาถึงหนึ่งแสนล้านลูก แต่โลกนี้ก็ได้รับการปกป้องจากชั้นบรรยากาศ |
|
เหนือจากชั้นบรรยากาศของโลกขึ้นไป จะเป็นอากาศที่หนาวจัด โลกได้รับการปกป้องจากชั้นบรรยากาศให้พ้นจากความหนาวจัดที่มีอุณหภูมิถึง - 270 องศาเซลเซียส |

ชั้นบรรยากาศแมกเนโตสเฟียร์ เกิดจากสนามแม่เหล็กโลกซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันโลกจากรังสีคอสมิกและจากวัตถุต่างๆในอวกาศ ภาพนี้แสดงชั้นบรรยากาศแมกเนโตสเฟียร์ ซึ่งเรียกได้อีกอย่างว่า “แนวแวนอัลเลน” แนวเหล่านี้อยู่เหนือโลกขึ้นไปถึง 1,000 กิโลเมตร ทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตในโลกจากอันตรายต่างๆในอวกาศ ซึ่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เป็นการปกป้องที่ได้ผล สิ่งที่สำคัญก็คือ การปกป้องดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน 1,400 ปีมาแล้วในอายะฮ์ที่ว่า “เราได้ทำให้ชั้นฟ้าเป็นหลังคาที่ปกป้องและคุ้มครอง”
ไม่เพียงแต่ชั้นบรรยากาศเท่านั้นที่ปกป้องโลกจากสิ่งอันตรายต่างๆ ยังมีชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า แนวแวนอัลเลน (Van Allen Belt ) ซึ่งเกิดจากสนามแม่เหล็กของโลก ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอนุภาคกัมมันตรังสีจากดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆ หากไม่มีแนวแวนอัลเลน พลังงานที่เกิดจากการปะทุบนดวงอาทิตย์ (พลังงานโซล่าร์) มีความรุนแรงจนสามารถทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ ดังคำกล่าวของ ดร. ฮิวจ์ รอสส์ (Dr. Hugh Ross) ดังนี้
“ในความเป็นจริงแล้ว โลกเป็นดาวที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในระบบสุริยจักรวาล แกนโลกซึ่งประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลนี้ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ก่อให้เกิดแนวแวนอัลเลน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันมิให้รังสีต่างๆพุ่งตรงเข้ามา หากปราศจากเกราะกำบังนี้ สิ่งมีชีวิตต่างๆก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในโลก ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์อีกเพียงดวงเดียวที่มีสนามแม่เหล็ก แต่ก็มีพลังน้อยกว่าโลกถึง 100 เท่า แม้แต่ดาวศุกร์ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับโลก ก็ยังไม่มีสนามแม่เหล็ก แนวแวนอัลเลนจึงนับว่าออกแบบมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโลกเราจริงๆ” 1
พลังโซล่าร์จากดวงอาทิตย์ที่เพิ่งตรวจพบเมื่อเร็วๆนี้ เมื่อเทียบกับแรงระเบิดปรมาณู ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาก็จะเท่ากับ 1 แสนล้านลูก หลังจากการปะทุ 58 ชั่วโมงจะสังเกตได้ว่าเข็มทิศชี้ต่างไปจากเดิม และที่ 250 กิโลเมตรเหนือชั้นบรรยากาศของโลก อุณหภูมิจะสูงขึ้นถึง 2500 องศาเซลเซียส
กล่าวโดยสรุปว่า ระบบที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวมาแล้วนั้นช่วยปกป้องโลกและป้องกันอันตรายจากนอกโลกนั้น นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเรียนรู้ไม่นานมานี้เอง แต่พระผู้เป็นเจ้าได้บอกแก่เราในอัลกุรอานมาหลายศตวรรษแล้ว
THE RETURNING SKY
อายะฮ์ที่ 11 ซูเราะฮ์อัฏฏอริก ได้กล่าวถึง “การกลับคืน” ของท้องฟ้าไว้ดังนี้
“ ขอสาบานด้วยชั้นฟ้าที่หลั่งน้ำฝน”
(อัลกุรอาน 86:11)
คำว่า “หลั่ง” ในอัลกุรอานมีความหมายถึง “ส่งกลับ” หรือ”การกลับคืนมา (วัฏจักร)” ด้วย
ดังที่รู้กันว่า บรรยากาศรอบโลกนั้นมีอยู่หลายชั้น แต่ละชั้นล้วนมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น จากงานวิจัยพบว่า บรรยากาศชั้นต่างๆมีหน้าที่สะท้อนสสารและรังสีกลับขึ้นไปยังอวกาศหรือสะท้อนกลับลงมายังผืนโลก ลองพิจารณาหน้าที่ “วัฏจักร” ของชั้นบรรยากาศต่างๆดังนี้
ชั้นโทรโพสเฟียร์ สูง 13 – 15 กิโลเมตรเหนือผิวโลก สามารถกลั่นไอน้ำที่ขึ้นมาจากผิวโลกให้ย้อนกลับลงมาเป็นน้ำฝน
ชั้นโอโซน ที่ระดับความสูง 25 กิโลเมตร สามารถสะท้อนรังสีที่เป็นอันตรายและแสงอัลตร้าไวโอเลตย้อนกลับไปสู่ห้วงอวกาศ
ชั้นไอโอโนสเฟียร์ ทำหน้าที่สะท้อนคลื่นวิทยุจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นๆบนผิวโลก เช่นเดียวกับระบบดาวเทียมสื่อสารทางเดียว ซึ่งทำให้การสื่อสารไร้สาย การส่งกระจายเสียงวิทยุ และการถ่ายทอดโทรทัศน์ได้ในระยะไกลมากขึ้น
ชั้นแมกเนโทสเฟียร์ สะท้อนอนุภาคกัมมันตรังสีที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆกลับไปยังห้วงอวกาศก่อนที่จะถึงโลก
ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของชั้นบรรยากาศที่ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ กลับมีปรากฎอยู่ในอัลกุรอานหลายศตวรรษมาแล้ว เป็นการย้ำอีกครั้งว่า อัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า
 |
|
น้ำในโลกนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิต ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการกำเนิดของน้ำก็คือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งจะทำให้ไอน้ำที่ลอยขึ้นมาจากผิวโลกเกิดการควบแน่นเป็นฝนกลับไปตกลงบนพื้นโลก |
 |
|
โอโซโนสเฟียร์ คือ ชั้นบรรยากาศที่ช่วยป้องกันรังสีที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เช่น อัลตร้าไวโอเลต โดยจะสะท้อนรังสีนั้นกลับไปยังอวกาศ |
้ ้ |
|
ชั้นบรรยากาศแต่ละชั้นเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิต ตัวอย่าง ชั้นไอโอโนสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศสูงสุด
ช่วยในการกระจายคลื่นวิทยุเป็นระยะทางไกลๆได้ |
THE LAYERS OF THE ATMOSPHERE
ข้อเท็จจริงหนึ่งเกี่ยวกับจักรวาลที่ปรากฏในอัลกุรอาน คือ ท้องฟ้าถูกสร้างให้มี 7 ชั้น ดังซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ.:
“พระองค์คือผู้ที่ได้สร้างสิ่งทั้งมวลในโลกไว้สำหรับพวกเจ้า ภายหลังได้ทรงมุ่งสู่ฟากฟ้า
และได้ทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นเป็นเจ็ดชั้นฟ้า และพระองค์นั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง ”
(อัลกุรอาน 2:29)
ซูเราะฮ์ อัลฟุศศิลัต :
“ดังนั้นพระองค์ทรงสร้างมันสำเร็จเป็นชั้นฟ้าทั้งเจ็ดในระยะเวลา 2 วัน
และทรงกำหนดในทุกชั้นฟ้าซึ่งหน้าที่ของมัน ”
(อัลกุรอาน 41:12)
คำว่า “ท้องฟ้า” ซึ่งกล่าวไว้หลายอายะฮ์ในอัลกุรอาน หมายถึง ท้องฟ้าที่อยู่เหนือผิวโลก หรือหมายถึงจักรวาลทั้งหมดก็ได้ นั่นแสดงว่า ท้องฟ้าหรือบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกนั้นมี 7 ชั้น ในปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าบรรยากาศของโลก ประกอบด้วยชั้นหลายชั้นที่แตกต่างกัน และยิ่งกว่านั้นยังพบว่ามี 7 ชั้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานด้วย
คุณสมบัติต่างๆทั้งหมดของโลกล้วนจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งหนึ่งคือ ชั้นบรรยากาศซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังแก่สิ่งมีชีวิต ปัจจุบันมีข้อเท็จจริงที่ว่า ชั้นบรรยากาศประกอบด้วยชั้นที่แตกต่างกันทับซ้อนกันอยู่ 7 ชั้น ตรงตามที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ แน่นอนว่านี่คือความมหัศจรรย์ประการหนึ่งของอัลกุรอาน
 |
|
นักวิทยาศาสตร์พบว่า บรรยากาศประกอบด้วยชั้นต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางกายภาพ ในเรื่องความดัน และชนิดของก๊าซที่เป็นองค์ประกอบ โดยชั้นโทรโพสเฟียร์ (troposphere) เป็นชั้นที่อยู่ใกล้พื้นโลกมากที่สุด และมีมวลถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของบรรยากาศทั้งหมด ชั้นที่อยู่ถัดขึ้นไปคือ ชั้นสตาร์โทสเฟียร์ (startosphere) และชั้นโอโซนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นสตาร์โทสเฟียร์ มีหน้าที่ดูดซับรังสีอัลตร้าไวโอเลต ชั้นที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกคือ ชั้นเมโสสเฟียร์ (mesosphere) ถัดไปคือ ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (thermosphere) ซึ่งมีก๊าซแตกตัวเป็นประจุเกิดเป็นอีกชั้นหนึ่งอยู่ภายใน เรียกว่า ชั้นไอโอโนสเฟียร์ (IONOSPHERE) ส่วนชั้นที่อยู่นอกสุดมีขอบเขตประมาณ 480 ถึง 960 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก คือชั้นเอกโซสเฟียร์ (EXOSPHERE) 2 |
เมื่อกว่า 1,400 ปีก่อน ยังมีความเชื่อกันว่า ท้องฟ้าเป็นส่วนเดียวกันทั้งหมด แต่อัลกุร อานได้แสดงความมหัศจรรย์ โดยกล่าวว่า ท้องฟ้าประกอบด้วย 7 ชั้น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบ ความจริงดังกล่าว เมื่อไม่นานนี้
หากเรานับจำนวนชั้นที่ได้รับการกล่าวอ้างไว้แล้ว จะพบว่าชั้นบรรยากาศประกอบด้วย 7 ชั้น ดังนี้
- ชั้นโทรโพสเฟียร์ ( troposphere )
- ชั้นสตาร์โทสเฟียร์ ( startosphere )
- ชั้นโอโซโนสเฟียร์ ( OZONOSPHERE )
- ชั้นเมโสสเฟียร์ ( mesosphere )
- ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ ( thermosphere )
- ชั้นไอโอโนสเฟียร์ ( IONOSPHERE )
- ชั้นเอกโซสเฟียร์ ( EXOSPHERE )
ความมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีกล่าวไว้ในอายะฮ์ที่ 12 ของซูเราะฮ์ อัลฟุศศิลัต ความว่า “...และ(พระองค์)ทรงกำหนดในทุกๆชั้นซึ่งหน้าที่ของมัน...” หมายความว่าพระองค์ได้สร้างให้แต่ละชั้นฟ้ามีหน้าที่เฉพาะแตกต่างกัน ซึ่งมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลก เช่น การเกิดฝน, การป้องกันรังสีที่เป็นอันตราย, การสะท้อนคลื่นวิทยุ และการป้องกันภัยจากอุกกาบาต
หน้าที่ดังกล่าวปรากฏ ในแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่างหนึ่งดังนี้ :
ชั้นบรรยากาศมีทั้งสิ้น 7 ชั้น ชั้นล่างสุดคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งเป็นเพียงชั้นเดียวเท่านั้นที่มีการเกิดฝน หิมะ และลม3
ข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถค้นพบได้หากปราศจากเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 20นั้น อัลกุรอานได้เปิดเผยแก่เราตั้งแต่เมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง
|