< <
3 / total: 7
Miracles of the Qur'an - Harun Yahya

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน

 



 

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร

PART ONE: THE SCIENTIFIC MIRACLES OF THE QUR'AN

หน้าที่ของภูเขา

The Function of Mountains

อัลกุรอานได้กล่าวไว้เกี่ยวกับคุณสมบัติทางด้านธรณีวิทยาที่สำคัญของภูเขาดังซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ :

 

“และเราได้ทำให้เทือกเขามั่นคงในแผ่นดิน เพื่อมันจะมิได้เคลื่อนไหวภายใต้พวกเขา…”

(อัลกุรอาน 21:31)

 

ภูเขามีรากฝังลึกลงไปในพื้นผิวดิน (Earth Press and Siever , p 413 )
  ภาพตัดของภูเขาแสดงให้เห็นถึงลักษณะเหมือนหมุดฝังลึกลงไปในพื้นดิน (Anatomy of the Earth , Cailleux , p 220)

 

ภาพแสดงว่าภูเขามีลักษณะเหมือนหมุด จากการที่รากฝังลึกลงไปในพื้นดิน ( Earth Science ,Tarbuck and Lutgens , p 158 )

 

 

ดังที่ปรากฏในอายะฮ์ข้างต้นว่า ภูเขามีหน้าที่ในการป้องกันการสั่นไหวของแผ่นดิน

ความรู้ทางธรณีวิทยาที่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีผู้ใดรู้ในขณะที่อัลกุรอานประทานลงมา

จากการค้นพบว่าภูเขาเกิดจากการเคลื่อนที่เข้าปะทะกันของแผ่นทวีปขนาดใหญ่ที่กลายเป็นผิวโลก แผ่นที่แข็งกว่าจะแทรกเข้าไปใต้อีกแผ่นหนึ่ง ชั้นที่อยู่ข้างบนจะมีการโค้งงอเกิดเป็นภูเขาขึ้น ชั้นที่อยู่ข้างใต้จะเป็นส่วนที่ลึกลงไปด้านล่าง นั่นหมายถึง จริงๆแล้วภูเขาที่เราเห็นว่าสูงตระหง่านเสียดฟ้านั้น มีส่วนที่ลึกลงไปใต้ดินพอๆกับส่วนที่เราเห็นบนผืนโลก

ข้อความทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายโครงสร้างของภูเขาไว้ดังนี้ :

 

ลักษณะที่ภูเขาฝังลึกลงไปในพื้นดินและยื่นขึ้นเหนือพื้นโลก ทำให้มีคุณสมบัติเหมือนหมุดที่ยึดผิวโลกเข้าไว้ด้วยกัน เปลือกโลกประกอบด้วยส่วนที่ยังคงมีการเคลื่อนตัวอย่างสม่ำเสมอ การยึดติดของภูเขานี้ช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของเปลือกโลก ซึ่งมีโครงสร้างที่เคลื่อนไหวได้

 

 

 

“แผ่นทวีปส่วนที่หนากว่าได้แก่ส่วนที่เป็นเทือกเขานั้น เปลือกโลกชั้นนอกฝังลึกลงไปในเปลือกโลกชั้นใน” 4

อัลกุรอานได้เปรียบเทียบหน้าที่ของภูเขาเหมือนกับตะปูหมุด ดังซูเราะฮ์อันนะบะอ :

 

“เรามิได้ทำให้แผ่นดินเป็นพื้นราบดอกหรือ และมิได้ให้เทือกเขาเป็นหลักตรึงไว้ดอกหรือ”

(อัลกุรอาน 78:6–7)

 

กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่าภูเขาจะยึดชั้นหินใต้เปลือกโลกเข้าไว้ด้วยกันโดยมีจุดยึดทั้งด้านบนและด้านล่างของผิวโลก ทำให้เปลือกโลกไม่ไหวเลื่อน อาจเปรียบได้ว่าภูเขาเหมือนตะปูที่ตรึงแผ่นไม้เข้าไว้ด้วยกัน

ลักษณะการยึดของภูเขาในทางวิชาการเรียกว่า “ดุลเสมอภาคของเปลือกโลก” (Isostasy) ซึ่งมีความหมายว่า :

“เปลือกโลกรักษาภาวะสมดุลได้ ด้วยการเคลื่อนไหวเป็นครั้งคราวของหินใต้เปลือกโลก” 5

หน้าที่สำคัญของภูเขาที่ค้นพบจากความรู้ด้านธรณีวิทยา ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า มีกล่าวไว้ในอัลกุรอานมาก่อนหน้าแล้ว ดังซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ.

 

“ และเราได้ทำให้เทือกเขามั่นคงในแผ่นดิน เพื่อมันจะมิได้หวั่นไหวไปกับพวกเขา

และเราได้ทำให้หุบเขาเป็นทางกว้างในแผ่นดินนั้น เพื่อว่าพวกเขาได้ใช้เป็นทางเดินอย่างถูกต้อง

 (อัลกุรอาน 21:31)

 

การเคลื่อนไหวของภูเขา

The Movement of Mountains

จากอายะฮ์หนึ่งในซูเราะฮ์ อันนัม ทำให้เราได้รู้ว่า ภูเขาที่เราเห็นเหมือนว่ามิได้เคลื่อนไหวใดๆ แท้จริงแล้ว ภูเขานั้นเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

 

“และเจ้าจะเห็นขุนเขาทั้งหลาย เจ้าจะคิดว่ามันติดแน่นอยู่กับที่ แต่มันล่องลอยไป

เช่นการล่องลอยของเมฆ นั่นคือการงานของอัลลอฮ์ซึ่งพระองค์ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย

แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงตระหนักในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ

(อัลกุรอาน 27:88)

 

การเคลื่อนไหวของภูเขาเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกชั้นนอกที่อยู่เหนือเปลือกโลกชั้นในที่หนาแน่นกว่า

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อ อัลเฟรด เวเกเนอร์ (Alfred Wegener) เสนอสมมุติฐานเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ว่า ทวีปต่างๆนั้น แต่เดิมเป็นผืนเดียวกัน ต่อมาได้เคลื่อนตัวแยกออกจากกัน นักธรณีวิทยาเพิ่งเข้าใจและยอมรับทฤษฎีนี้ในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นเวลากว่า 50 ปี หลังจากที่เวเกเนอร์เสียชีวิตไปแล้ว เวเกเนอร์อธิบายไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในปี 1915 ว่า เมื่อประมาณ 500 ล้านปีก่อน พื้นโลกปัจจุบันซึ่งเป็นทวีปต่างๆ ยังเป็นผืนเดียวกัน อยู่บริเวณขั้วโลกใต้ เรียกว่า ปันเจีย (Pangaea)

ประมาณ 180 ล้านปีก่อน ปันเจียแยกออกเป็นสองส่วนและ เคลื่อนออกจากกัน ส่วนหนึ่งเรียกว่า กอนด์วานา (Gondwana) ประกอบด้วยทวีปแอฟริกา ออสเตรเลีย แอนตาร์กติกา และอินเดีย และอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า ลอเรเซีย (Laurasia) ประกอบด้วยทวีปยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชีย (ยกเว้นอินเดีย) อีก 150 ล้านปีต่อมา กอนด์วานาและลอเรเซียต่างก็แยกออกเป็นส่วนย่อยๆ

ทวีปต่างๆที่เกิดจากการแยกของปันเจียนั้น ปัจจุบันยังคงเคลื่อนตัวอยู่หลายเซ็นติเมตรต่อปีซึ่งทำให้สัดส่วนของผืนดินกับผืนน้ำบนโลกนี้เปลี่ยนไปด้วย

ต้นศตวรรษที่ 20 มีการศึกษาทางธรณีวิทยาและพบว่าการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเป็นดังนี้

 

ภาพทางด้านซ้ายแสดงตำแหน่งของทวีปในอดีต ถ้าเราคาดเดาเอาว่าการเคลื่อนตัวของทวีปนั้น จะยังคงดำเนินไปในลักษณะนี้ ในอีกล้านปีข้างหน้า ตำแหน่งของมันจะอยู่ในลักษณะดังในภาพทางด้านขวา

 

เปลือกโลกชั้นนอกกับส่วนบนสุดของเปลือกโลกชั้นใน ซึ่งหนาประมาณ 100 กิโลเมตร ถูกแบ่งออกเป็นส่วนเรียกว่า แผ่นทวีป (Plate) ประกอบด้วย 6 แผ่นทวีปใหญ่ และหลายแผ่นทวีปเล็ก ตามทฤษฎีการแปรโครงสร้าง แผ่นทวีปเหล่านี้จะเคลื่อนตัวจนทำให้ทวีปและพื้นมหาสมุทรเคลื่อนที่ไปด้วย การเคลื่อนตัวของทวีปวัดได้ประมาณ 1-5 เซนติเมตรต่อปี การเคลื่อนตัวของแผ่นทวีปนั้นทำให้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ เช่น มหาสมุทร แอตแลนติค จะกว้างออกเล็กน้อยในแต่ละปี 6

ประเด็นสำคัญมากที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ อัลลอฮ์ได้ตรัสเรื่องการเคลื่อนไหวของภูเขานี้ไว้ในอายะฮ์กุรอานแล้ว ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ใช้คำว่า การเลื่อนของทวีป (Continental Drift) เพื่อแสดงถึงการเคลื่อนไหวเหล่านั้น 7

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่านี่คือ ความมหัศจรรย์ประการหนึ่งของอัลกุรอาน ที่ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ

ความมหัศจรรย์ของเหล็ก

THE MIRACLE IN THE IRON    

เหล็กเป็นธาตุหนึ่งที่อัลกุรอานกล่าวถึงไว้ในซูเราะฮ์ อัล ฮะดีด ซึ่งหมายถึงเหล็ก ความว่า

“...และเราได้ (ส่งลงมา) ให้มีเหล็กขึ้นมา เพราะในนั้นมีความแข็งแกร่งมาก

และมีประโยชน์มากหลายสำหรับมนุษย์...”

(อัลกุรอาน 57:25)

 

คำว่า “ส่งลงมา” ในที่นี้หากพิจารณาในเชิงอุปมาอุปมัยก็อาจหมายความว่า “ประทานลงมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษย์” แต่เมื่อเราพิจารณาความหมายตามตัวอักษร จะหมายถึง “วัตถุนั้นถูกส่งลงมาจากฟากฟ้าจริงๆ ” ซึ่งทำให้เราประจักษ์ว่าอายะฮ์นี้มีนัยแสดงความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง

นั่นก็เพราะว่าในปัจจุบันมีการค้นพบทางดาราศาสตร์ว่า เหล็กที่พบในโลกนั้นมาจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ในอวกาศ

โลหะหนักในจักรวาลกำเนิดจากนิวเคลียสของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งในระบบสุริยะของเราไม่มีโครงสร้างของสภาวะที่จะทำให้เหล็กเกิดขึ้นได้  โดยที่เหล็กจะเกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาดาวฤกษ์ที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มากที่มีอุณหภูมิสูงถึง 2-3 ร้อยล้านองศาเซลเซียส เมื่อเหล็กมีจำนวนมากขึ้น จนถึงระดับที่ดาวดวงนั้นรับไม่ไหว ดาวดวงนั้นก็จะระเบิดขึ้น เรียกว่า โนว่า (nova) หรือ ซุปเปอร์โนว่า (supernova) ซึ่งทำให้เกิดอุกกาบาตที่มีส่วนประกอบของเหล็กกระจายอยู่ในอวกาศ จนกระทั่งเข้าสู่แรงโน้มถ่วงของดาวต่างๆ

ความจริงดังกล่าวที่ว่า เหล็กไม่ได้กำเนิดบนโลก แต่มาจากการระเบิดของดาวฤกษ์ และเกิดเป็นอุกกาบาตในอวกาศส่งมายังโลก ตรงกับที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ข้อเท็จจริงที่เพิ่งมารู้กันเมื่อคริสศตวรรษที่ 7 นั้น อัลกุรอานได้ประกาศไว้ก่อนแล้ว

การสร้างสรรค์เป็นคู่

The Pair in Creation

 

อัลกุรอานใน ซูเราะฮ์ ยาซีน ความว่า

“มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดเป็นคู่ๆจากสิ่งที่แผ่นดินได้

 (ให้มัน) งอกเงยขึ้นมา และจากตัวของพวกเขาเอง และจากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้”

(อัลกุรอาน 36:36)

 

แม้ว่าบทสรุปโดยทั่วไปที่กล่าวถึงเรื่องของ คำว่า”คู่” หรือ “สองสิ่ง”มักจะหมายถึง ชาย-หญิง, เพศผู้-เพศเมีย แต่โองการที่กล่าวว่า “จากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้” มีความหมายที่มากกว่านั้น และในปัจจุบัน หนึ่งในความหมายดังกล่าว ก็เป็นที่เข้าใจแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ชื่อ พอล ดิรัก (Paul Dirac) ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี 1933 จากการเสนอสมมติฐานว่าสิ่งต่างๆ ถูกสร้างมาเป็นคู่ๆ การค้นพบครั้งนี้เรียกว่า ปาริเต (Parite´) ซึ่งหมายถึง สิ่งต่างๆจะมีสิ่งที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามเป็นคู่กัน ตัวอย่างเช่น อิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบ มีสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ โปรตอนที่มีประจุบวก ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้มีระบุไว้ในแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่า

“…..ทุกอนุภาคมีอนุภาคที่มีประจุตรงกันข้าม…  และความสัมพันธ์ที่ไม่มีความแน่นอนตายตัวนั้น บ่งบอกว่าการกำเนิดเป็นคู่และการสูญสิ้นเป็นคู่เกิดขึ้นในทุกเวลาทุกสถานที่ “ 8

 

 

 

                                         

 

 


Prof. Paul Dirac

 

สัมพันธภาพแห่งเวลา

THE RELATIVITY OF TIME

 

ในปัจจุบันนี้เรื่องสัมพันธภาพแห่งเวลาได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วจากทฤษฎีสัมพันธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในศตรรษที่ 20  แต่ก่อนนั้นมนุษย์ยังไม่รู้ว่าเวลามีมิติสัมพันธภาพ สามารถเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมได้ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ค้นพบข้อพิสูจน์เกี่ยวกับทฤษฎีสัมพันธภาพว่า เวลาขึ้นอยู่กับมวลและความเร็ว ในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติไม่มีใครสามารถสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้ได้มาก่อน

อย่างไรก็ตามอัลกุรอานได้กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับสัมพันธภาพของเวลาในซูเราะฮ์ อัลฮัจญ์ ความว่า

 

“และพวกเขาได้เร่งเร้าเจ้า ให้มีการลงโทษ แต่ว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น

จะไม่ทรงผิดสัญญาของพระองค์เป็นอันขาด  และแท้จริง

วันนั้น ณ ที่พระเจ้าของเจ้านั้น เท่ากับหนึ่งพันปี ตามที่พวกเจ้าคำนวณนับ

(อัลกุรอาน 22: 47)

 

 

เวลาเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้สังเกตทั้งสิ้น ขณะที่ช่วงเวลาหนึ่งดูเหมือนว่าจะยาวนาน สำหรับคนคนหนึ่ง แต่กลับสั้นสำหรับอีกคนหนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เราจึงต้องมีสิ่งที่บอกเวลา เช่น นาฬิกา หรือปฏิทิน เราจะไม่สามารถตัดสินเกี่ยวกับเวลาได้อย่างเที่ยงตรงเลย ถ้าปราศจากสองสิ่งนี้


ซูเราะฮ์ อัซซัจญดะฮ.

“พระองค์ทรงบริหารกิจการจากชั้นฟ้าสู่แผ่นดิน แล้วมันจะขึ้นไปสู่พระองค์ในวันหนึ่ง

ซึ่งกำหนดของมันเท่ากับหนึ่งพันปีตามที่พวกเจ้านับ

(อัลกุรอาน 32:5)

 

ซูเราะฮ์ อัลมะอาริจญ์

“มาลาอิกะห์และอัรรูห์ (ญิบริล) จะขึ้นไปหาพระองค์

ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับห้าหมื่นปี (ของโลกดุนยานี้)

(อัลกุรอาน 70:4)

 

บางอายะฮ์ในอัลกุรอาน บ่งบอกไว้ว่ามนุษย์สามารถรับรู้เวลาที่แตกต่างกัน บางครั้งมนุษย์จะรู้สึกว่าช่วงเวลาสั้นๆนั้นแสนยาวนาน ตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลมุอ.มินูน ความว่า
“พระองค์ ตรัสว่า พวกเจ้าพำนักอยู่ในแผ่นดินนี้เป็นจำนวนกี่ปี
พวกเขากล่าวตอบว่า เราพำนักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน
ขอพระองค์โปรดถามนักคำนวณที่เชี่ยวชาญเถิด พระองค์ตรัสว่า
พวกเจ้ามิได้พำนักอยู่ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากพวกเจ้ารู้
(อัลกุรอาน 23:112-114 )

 

การที่เรื่องสัมพันธภาพของเวลามีกล่าวไว้อย่างชัดเจนในอัลกุรอาน เป็นเวลา 14 ศตวรรษมาแล้วนั้น  ยืนยันได้ว่าเพราะอัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า

 

 

                     

ดุลยภาพแห่งฝน

THE PROPORTION OF RAIN    

 

อัลกุรอานกล่าวถึงฝนที่ตกลงสู่พื้นโลกนั้นว่า มีปริมาณที่เหมาะสม ดังความในซูเราะฮ์ อัซซุครุฟ ความว่า

“และเป็นผู้ทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้าตามปริมาณ และด้วยน้ำนั้นเราได้ทำให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง

มีชีวิตชีวาขึ้น และเช่นนั้นแหละพวกเจ้าจะถูกให้ออกมา(จากกุบูร)

(อัลกุรอาน 43:11)

 

เรื่องปริมาณของฝนนั้นมีการค้นพบโดยการวิจัยสมัยใหม่ ประมาณว่าในหนึ่งวินาทีมีปริมาณน้ำระเหยจากพื้นดิน 16 ล้านตัน ในหนึ่งปีมีจำนวนน้ำประมาณ 513 ล้านล้านตันที่ระเหยจากพื้นโลก เป็นปริมาณเท่ากับฝนที่ตกมาบนพื้นโลกในหนึ่งปี  นั่นย่อมหมายความว่าการหมุนเวียนของน้ำในโลกมีปริมาณที่สมดุลและต่อเนื่องเป็นวงจร สรรพชีวิตบนโลกล้วนต้องอาศัยวงจรของน้ำนี้ แม้ในปัจจุบันมนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกก็ไม่สามารถทำให้เกิดวงจรของน้ำดังกล่าวได้

หากวันใดดุลยภาพนั้นเกิดการเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศครั้งใหญ่จนทำให้สิ่งมีชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ทำนองนี้ยังไม่เคยเกิด ทุกปีฝนก็ยังตกอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วยปริมาณที่แน่นอน เหมือนในโองการที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน



 

ในทุกๆปีปริมาณของน้ำที่ระเหยและตกลงสู่พื้นโลกในลักษณะของฝน จะมีปริมาณที่คงที่ 513 ล้านล้านตัน โดยปริมาณที่คงที่นั้น ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานในโองการที่ว่า “…น้ำลงมาจากฟากฟ้าตามปริมาณ” ปริมาณที่คงที่นี้มีความสำคัญมากความต่อเนื่องในการตกนั้น จะมีความสำคัญมากต่อระบบนิเวศวิทยาที่สมดุลและต่อสิ่งมีชีวิต.

 

 

การก่อตัวของฝน

THE FORMATION OF RAIN

 

การที่ฝนก่อตัวขึ้นได้อย่างไรนั้นเคยเป็นที่สงสัยมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งหลังจากมีการประดิษฐ์เครื่อง ตรวจวัดสภาพอากาศ เราจึงรู้ขั้นตอนที่ฝนก่อตัวขึ้น

การก่อตัวของฝนนั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรกนั้น ไอน้ำซึ่งเป็น ”วัตถุดิบ” ของฝน จะลอยตัวขึ้นสู่อากาศโดยการพัดพาลม หลังจากนั้นก็ก่อตัวขึ้นเป็นเมฆ และสุดท้ายก็กลายเป็นเม็ดฝนตกลงมา

อัลกุรอานได้อธิบายขั้นตอนการก่อตัวของฝนไว้ในซูเราะฮ์ อัรรูม ความว่า

 

“อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลาย แล้วมันได้รวมตัวกันเป็นเมฆ แล้วพระองค์ทรงให้มัน

แผ่กระจายไปตามท้องฟ้า เท่าที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงทำให้มันเป็นกลุ่มก้อน

แล้วเจ้าจะเห็นฝนตกลงมาจากท่ามกลางมัน เมื่อมันได้ตกลงมายังผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์

จากปวงบ่าวของพระองค์ เมื่อนั้นพวกเขาก็ดีใจ

(อัลกุรอาน 30:48)

 

เรามาพิจารณาถึงการก่อตัวของฝนตามหลักวิชาการ ทั้ง 3 ขั้นตอนที่กล่าวไว้ในอายะฮ์ดังกล่าวข้างต้น ดังนี้

ขั้นตอนแรก: “อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลาย...”

ฟองอากาศจำนวนมหาศาลที่เกิดในมหาสมุทรจะแตกตัวอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นอนุภาคเล็กๆของน้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยแรงลมจะพัดพาอนุภาคที่เต็มไปด้วยเกลือนี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอนุภาคของน้ำที่แขวนลอยอยู่ในอากาศนี้เรียกว่าแอโรซอล (Aerosol) ทำหน้าที่กักเก็บน้ำ โดยดึงไอน้ำที่อยู่รอบๆมาก่อตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ

ขั้นตอนที่สอง: “...แล้วมันได้รวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ แล้วพระองค์ทรงให้มันแผ่กระจายไปตามท้องฟ้าเท่าที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงทำให้มันเป็นกลุ่มก้อน...”

เมฆก่อตัวขึ้นจากไอน้ำที่เกาะอยู่รอบๆผลึกเกลือหรือฝุ่นละอองในอากาศ เนื่องจากหยดน้ำในเมฆนั้นมีขนาดเล็กมาก (โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 0.01 ถึง 0.02 มิลลิเมตร) จึงลอยอยู่ในอากาศได้ และกลายเป็นเมฆแผ่กระจายเต็มท้องฟ้า 


 

ภาพนี้แสดงให้เห็นละอองน้ำที่ระเหยขึ้นสู่อากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการก่อตัวของฝน หลังจากนั้น ละอองน้ำเหล่านี้จะก่อตัวเป็นเมฆ และแขวนลอยอยู่ในอากาศก่อนที่จะกลั่นตัวเป็นเม็ดฝน ขั้นตอนทั้งหมดนี้ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน

 

ขั้นตอนที่สาม:“...แล้วเจ้าจะเห็นฝนตกลงมาจากท่ามกลางมัน...”

อนุภาคของน้ำที่อยุ่รอบๆผลึกเกลือและฝุ่นละอองจะควบแน่นแล้วก่อตัวเป็นเม็ดฝน เม็ดฝนที่มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ จะแยกตัวจากก้อนตกลงสู่พื้นดิน

จะเห็นได้ว่า ทุกๆขั้นตอนในการก่อตัวของฝนนั้นสอดคล้องกับอัลกุรอาน  นอกจากนั้น ยังเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างถูกต้อง ปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกหลายอย่างในโลกก็เช่นกัน อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ให้คำอธิบายอย่างถูกต้องที่สุดไว้แล้วในอัลกุรอาน ให้มนุษย์ได้เรียนรู้หลายศตวรรษ ก่อนหน้าที่จะมีการศึกษาค้นพบเสียอีก

ยังมีอีกอายะฮ์หนึ่งที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อตัวของฝนดังนี้

 


ซูเราะฮ์ อันนูร

“เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงให้เมฆลอย แล้วทรงทำให้ประสานตัวกัน

แล้วทรงทำให้รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วเจ้าจะเห็นฝนโปรยลงมาจากกลุ่มเมฆนั้น

แล้วพระองค์ทรงให้มันตกลงมาจากฟากฟ้า มีขนาดเท่าภูเขา ในนั้นมีลูกเห็บ

แล้วพระองค์จะทรงให้มันหล่นลงมาโดนผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์จะทรงให้มันผ่านพ้นไป

จากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ แสงประกายของสายฟ้าแลบเกือบจะเฉี่ยวสายตาผู้มอง

(อัลกุรอาน 24:43)

 

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาชนิดของเมฆได้ค้นพบคำตอบที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับการก่อตัวของฝน เมฆฝนก่อตัวเป็นรูปร่างตามระบบและขั้นตอนที่แน่นอน เมฆฝนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เมฆคูมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) นั้น มีขั้นตอนการก่อตัวดังนี้

  1. พัดพา: ลมพัดพาเมฆก้อนเล็กๆ
  2. รวมตัว: เมฆก้อนเล็กๆที่เรียกว่าเมฆคูมูลัส (Cumulus) นี้ จะรวมกันเข้า ก่อตัวขึ้นเป็นเมฆที่ใหญ่ขึ้น
  3. กองสุม: เมื่อเมฆมีขนาดใหญ่ขึ้น แรงดันภายในก้อนเมฆก็เพิ่มมากขึ้น บริเวณส่วนกลางของก้อนเมฆจะมีแรงดันสูงมากจนทำให้ก้อนเมฆโป่งขึ้นด้านบนในแนวตั้ง ส่วนของก้อนเมฆที่สูงขึ้นไปนั้นจะกระทบกับความเย็นของชั้นบรรยากาศจึงกลั่นเป็นหยดน้ำและลูกเห็บที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหยดน้ำและลูกเห็บเหล่านี้หนักเกินกว่าแรงดันของเมฆจะรับไว้ได้ ก็จะตกลงมาเป็นฝนและก้อนลูกเห็บ

 

 

เราต้องไม่ลืมว่านักอุตุนิยมวิทยาเพิ่งจะรู้รายละเอียดการก่อตัวของฝนได้เมื่อไม่นานนี้ โดยใช้เครื่องมืออันทันสมัย เช่น ดาวเทียม หรือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น นี่ก็เป็นหลักฐานอันชัดแจ้งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ให้ข้อมูลที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มากว่า 1,400 ปีมาแล้ว



 

 

 

A เมฆก้อนเล็กๆ (เมฆคูมูลัส)

B เมื่อรวมตัวกันเข้าเป็นเมฆก้อนใหญ่ แรงดันที่อยู่ภายในก็เพิ่มขึ้น จึงดันให้ก้อนเมฆขยายตัวขึ้นในแนวตั้ง

 

แรงดันภายในก้อนเมฆทำให้เมฆขยายตัวขึ้นในแนวตั้ง เมื่อส่วนบนของก้อนเมฆขึ้นไปสัมผัสบริเวณทีเย็นกว่า จึงก่อตัวเป็นหยดน้ำและลูกเห็บทีใหญ่ขึ้นๆ เมื่อหยดน้ำและลูกเห็บมีขนาดใหญ่จนเกินกว่าแรงดันของก้อนเมฆจะรับไหว จึงตกลงมาเป็นฝนและลูกเห็บ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นี้ปรากฏอยู่ในอายะฮ์ที่ 43 ซูเราะฮ์อันนูร เมื่อ 14 ศตวรรษมาแล้ว “...แล้ว (พระองค์) ทรงทำให้รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วเจ้าจะเห็นฝนโปรยลงมาจากกลุ่มเมฆนั้น...” (อัลกุรอาน 24:43)

 

เมฆก้อนเล็กๆ (เมฆคูมูลัส) ถูกลมพัดไปรวมตัวกัน อัลกุรอานตรัสไว้ว่า “...อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลายแล้วมันได้รวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ...”

 

ลมที่ทำให้เกิดฝน

THE FECUNDATING WINDS

ในซูเราะฮ์อัลฮิจร์ อายะฮ์ที่ 22 ได้กล่าวถึงลมที่ทำให้เมฆก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นฝนว่า

 

“และเราได้ส่งลมผสมเกสร* แล้วเราได้ให้น้ำลงมาจากฟากฟ้า แล้วเราได้ให้พวกเจ้าดื่มมัน…”
(อัลกุรอาน 15:22)

 

ในอายะฮ์นี้ ได้บ่งชี้ว่าขั้นตอนแรกในการก่อตัวของฝนคือลม ซึ่งในตอนต้นคริสต์ศตวรรษ 20 ผู้คนรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างลมและฝนแต่เพียงว่า ลมนั้นพัดพาเมฆฝน อย่างไรก็ตามความรู้ทางอุตุนิยมวิทยาในสมัยนี้แสดงให้เห็นว่าลมทำหน้าที่อย่างไรในการก่อตัวของฝน

กระบวนการของลมในการทำให้เกิดฝนมีดังนี้

บนพื้นผิวของทะเลและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีฟองอากาศเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน เนื่องจากปฏิกิริยาการแตกตัวของน้ำ ซึ่งอนุภาคน้ำที่แตกตัวออกมาในอากาศนั้นมีขนาดเศษหนึ่งส่วนร้อยมิลลิเมตร อนุภาคที่แขวนลอยในอากาศเหล่านี้จะผสมกับฝุ่นละอองที่ลมพัดมาจากแผ่นดิน และถูกลมพัดพาขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศเบื้องบน เมื่อไปปะทะกับไอน้ำในชั้นบรรยากาศข้างบน ก็จะเกิดการควบแน่นรอบๆอนุภาคนั้น ทำให้เกิดเป็นหยดน้ำเล็กๆขึ้น และหยดน้ำเหล่านี้ก็จะรวมตัวกันเป็นเมฆฝน จากนั้นจึงตกลงมาบนพื้นโลก กลายเป็นน้ำฝน

เป็นที่ประจักษ์ว่า ”ลมผสมเกสร*” นั้น นำไอน้ำในอากาศมาผสมกับอนุภาคของฟองอากาศที่แตกตัวจากทะเลมาช่วย ในการก่อตัวให้เกิดเมฆฝน

ถ้าลมไม่มีคุณสมบัตินี้ หยดน้ำเล็กๆในบรรยากาศเบื้องบน ก็จะไม่ก่อตัวขึ้นเป็นเมฆฝน และฝนก็จะไม่ตกลงมา

สิ่งสำคัญที่สุดในที่นี้ก็คือ อัลกุรอานได้ชี้ให้เห็นถึงหน้าที่ของลมที่ทำให้เกิดฝน มานานหลายร้อยปีแล้ว ในขณะที่ผู้คนในยุคนั้นยังมีความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

  


ลมผสมเกสร ในภาษาอาหรับคือ ละวากิฮ มีความหมายว่า ทำให้เกิดผล ทำให้มีผล เช่นการที่ลมพัดพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมีย (จาก อัลกุรอานฉบับภาษาอังกฤษ The Glorious Qur’an, Translation and commentary, A Yusuf Ali 2nd Edition, 1977, หน้า 641 หรือในความหมายเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง คือลมที่พัดพาและทำให้เมฆอุ้มฝน ( Saheeh International หน้า 346 )



ภาพบนอธิบายขั้นตอนการก่อตัวของคลื่น โดยคลื่นถูกสร้างมาจากลมที่กำลังพัดอยู่เหนือผิวน้ำ อนุภาคของน้ำเริ่มเคลื่อนตัวในลักษณะหมุนวนเป็นวงกลม การเคลื่อนไหวของน้ำในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดคลื่นลูกแล้วลูกเล่า และก่อให้เกิดฟองอากาศกระจายขึ้นไปในอากาศ และนี่คือขั้นตอนแรกในการก่อตัวของฝน ซึ่งอัลกุรอานได้บอกถึงกระบวนการนี้เอาไว้ว่า “...และเราได้ส่งลมผสมเกสร แล้วเราได้ให้น้ำลงมาจากฟากฟ้า...”


 

ทะเลไม่ล้ำเขตกัน

THE SEAS' NOT MINGLING WITH ONE ANOTHER

 

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของทะเลประการหนึ่ง ที่เพิ่งค้นพบเร็วๆนี้ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัรรอห.มาน ดังนี้

“พระองค์ทรงทำให้น่านน้ำทั้งสอง (ทะเลและแม่น้ำ) ไหลมาบรรจบกัน

ระหว่างมันทั้งสองมีที่กั้นกีดขวาง มันจะไม่ล้ำเขตต่อกัน

(อัลกุรอาน 55:19-20)

 

ลักษณะของทะเลดังกล่าว ซึ่งเพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆนี้โดยนักสมุทรศาสตร์ คือการที่ทะเลสองแห่งมาบรรจบกัน แต่น้ำจากทะเลทั้งสองนั้นก็ไม่ได้หลอมรวมเข้าหากัน เนื่องจากลักษณะตามธรรมชาติที่เรียกว่า แรงตึงผิว ซึ่งเกิดจากความหนาแน่นของน้ำที่แตกต่างกัน ทำให้น้ำจากทะเลแต่ละแห่งไม่ผสานรวมกัน เหมือนกับมีแนวกั้นบางๆมาขวางไว้ 11

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องราวเหล่านี้ได้กล่าวไว้ก่อนแล้วในอัลกุรอาน ตั้งแต่ในยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่มีความรู้ในเรื่องวิชาฟิสิกส์ แรงตึงผิว หรือ ลักษณะภูมิศาสตร์ทางทะเลมาก่อน

 

 

ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นมีทั้งคลื่นขนาดใหญ่ กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก และกระแสน้ำขึ้นน้ำลง น้ำจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไหลเข้ามาในมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านช่องแคบยิบรอลตา แต่อุณหภูมิ ระดับความเค็ม และความหนาแน่นของน้ำก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมีแนวกั้นที่แบ่งแยกน้ำจากทะเลทั้งสองออกจากกัน

 

 

 

 

ภาพถ่ายจากดาวเทียมของช่องแคบยิบรอลตา

 


ความมืดในทะเล และคลื่นใต้น้ำ

DARKNESS IN THE SEAS, AND INTERNAL WAVES    

“หรือเปรียบเสมือนความมืดมนทั้งหลายในท้องทะเลลึก

มีคลื่นซ้อนคลื่นท่วมมิดตัวเขา และเบื้องบนของมันก็มีเมฆหนาทึบซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า

เมื่อเขาเอามือของเขาออกมา เขาแทบจะมองไม่เห็นมัน และผู้ใดที่อัลลอฮ์

ไม่ทรงทำให้เขาได้รับแสงสว่าง เขาก็จะไม่ได้รับแสงสว่างเลย

(อัลกุรอาน 24:40)

 

หนังสือชื่อ “Oceans” ได้บรรยายสภาพทั่วไปของทะเลลึกไว้ดังนี้

ความมืดในทะเลลึกและมหาสมุทรนั้น เริ่มตั้งแต่ระดับความลึกที่ 200 เมตรลงไป เกือบจะไม่มีแสงสว่างอยู่เลย และในระดับความลึกที่ต่ำกว่า 1,000 เมตรลงไปนั้น ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย 12

 

ทุกวันนี้ เราได้เรียนรู้ลักษณะโครงสร้างทั่วไปของทะเล ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล ระดับความเค็ม ตลอดจนปริมาณน้ำในทะเล พื้นที่ของผิวน้ำและระดับความลึก นักวิทยาศาสตร์ สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ได้ โดยใช้เรือดำน้ำและอุปกรณ์พิเศษอื่นๆซึ่งพัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

มนุษย์ไม่สามารถดำน้ำได้ลึกมากกว่า 40 เมตรโดยไม่ใช้อุปกรณ์พิเศษช่วย เราไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ใต้น้ำลึกและมืดมิดเช่นในระดับที่ต่ำกว่า 200 เมตรลงไป นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวเกี่ยวกับทะเล เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่คำว่า “ความมืดในทะเลลึก” ปรากฏอยู่ในซูเราะฮ์อันนูร เมื่อกว่า 1,400 ปีมาแล้ว และนี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานโดยแท้จริง ที่ได้กล่าวเรื่องราวเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ยังไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆแม้แต่อย่างเดียวที่ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความลึกของมหาสมุทรได้

นอกจากนั้น ข้อความในอายะฮ์ที่ 40 ของซูเราะฮ์ อันนูร ยังได้กล่าวอีกว่า “...เปรียบเสมือนความมืดมนทั้งหลายในท้องทะเลลึก มีคลื่นซ้อนคลื่นท่วมมิดตัวเขา และเบื้องบนของมันก็มีเมฆหนาทึบซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า…” ซึ่งข้อความนี้ได้นำไปสู่สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่ง ที่สามารถยืนยันถึงความหัศจรรย์ของอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีคลื่นใต้น้ำมากมาย “ปรากฏอยู่ในบริเวณรอยต่อของระดับชั้นของน้ำที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน” คลื่นใต้น้ำเหล่านี้ครอบคลุมไปทั่วบริเวณในระดับน้ำลึกของทั้งทะเลและมหาสมุทร เนื่องจากน้ำที่อยู่ในระดับความลึกมากกว่าย่อมมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำในชั้นเหนือขึ้นไป คลื่นใต้น้ำนั้นมีลักษณะคล้ายคลื่นที่ผิวน้ำ ซึ่งแตกสลายตัวได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถมองเห็นคลื่นใต้น้ำได้ด้วยตาเปล่า แต่เราสามารถตรวจวัดได้จากการศึกษาระดับอุณหภูมิและระดับความเค็มที่เปลี่ยนไป ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง 13

 

 

 

จากการวัดโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เราทราบว่า แสงแดด 3-30เปอร์เซ็นต์ ถูกสะท้อนกลับที่บริเวณผิวน้ำ ในระดับความลึก 200 เมตรแรกนั้นองค์ประกอบทั้ง 7 สีของแสงเกือบทั้งหมด สามารถส่องทะลุน้ำทะเลได้ในระดับที่แตกต่างกัน ยกเว้นแสงสีน้ำเงิน (ภาพเล็ก), ในระดับที่ต่ำกว่า 1,000 เมตร นั้น ไม่มีแสงสว่างหลงเหลืออยู่เลย (ภาพบน) ข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว ในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อันนูร เมื่อกว่า 1,400 ปีมาแล้ว

 

ภาพซ้าย แสดงให้เห็นคลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างระดับชั้นของน้ำ 2 ระดับ ที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน น้ำในระดับที่ต่ำกว่าจะมีความหนาแน่นสูงกว่า นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบข้อเท็จจริงเหล่านี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อันนูร อายะฮ์ที่ 40 ได้เปิดเผย อย่างชัดแจ้งไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อกว่า 14 ศตวรรษที่ผ่านมา

 

 

 

 

เรื่องราวที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น สอดคล้องอย่างที่สุดกับข้อความในอัลกุรอาน เพราะหากปราศจากการค้นคว้าวิจัยดังกล่าว มนุษย์จะมองเห็นแต่เพียงคลื่นที่อยู่บนผิวน้ำเท่านั้น และเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้รับรู้เกี่ยวกับคลื่นที่อยู่ใต้ทะเล ทั้งนี้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงบอกพวกเราไว้ล่วงหน้าแล้วในซูเราะฮ์อันนูร ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคลื่นอีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ระดับน้ำที่มีความลึกมากในมหาสมุทร และแน่นอนที่สุด ความจริงซึ่งนักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบข้อนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งว่าอัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้จริง

 

 

ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของมนุษย์

THE REGION THAT CONTROLS OUR MOVEMENTS   

มิใช่เช่นนั้น ถ้าเขายังไม่หยุดยั้ง เราจะจิกเขาที่ขม่อมอย่างแน่นอน ขม่อมที่โกหก ที่ประพฤติชั่ว ”

(อัลกุรอาน 96:15-16)

 

วจนะที่ว่า ขม่อมที่โกหกที่ประพฤติชั่ว” ในอายะฮ์ข้างต้นนั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง การวิจัยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้ยืนยันว่า บริเวณส่วนสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการจัดการหน้าที่การทำงานของสมองส่วนต่างๆแต่ละส่วนนั้น อยู่ในบริเวณหน้าสุดของกะโหลกศีรษะ เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบหน้าที่การทำงานของสมองส่วนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้กล่าวไtpว้ในอัลกุรอาน เมื่อกว่า 1,400 ปีมาแล้ว หากเรามองเข้าไปในกะโหลกตรงบริเวณส่วนหน้าของศีรษะ จะเห็นด้านหน้าของสมองส่วนที่เรียกว่า Cerebrum ในหนังสือ Essential of Anatomy and Physiology ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับสมองส่วนนี้ กล่าวไว้ว่า

 

แรงจูงใจและการคาดการณ์เพื่อวางแผนและริเริ่มการเคลื่อนไหวต่างๆ เกิดขึ้นในบริเวณที่อยู่ด้านหน้าของรอยหยักสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่รวมส่วนสำคัญต่างๆไว้..14.

หนังสือเล่มเดียวกันนี้ ยังกล่าวอีกว่า

สมองส่วนหน้าสุดนี้ มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจ เพราะเป็นศูนย์กลางการทำงานของความก้าวร้าว...

ดังนั้น พื้นที่ส่วนหน้าของ Cerebrum นี้ จึงเป็นส่วนของสมองที่จะควบคุมการวางแผน, การสร้างแรงจูงใจ และเป็นส่วนที่สร้างพฤติกรรมที่ดีและไม่ดี และยังควบคุมการพูดเท็จ และการพูดความจริง อีกด้วย

เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า วจนะที่กล่าวไว้ว่า “ขม่อมที่โกหกที่ประพฤติชั่ว” สอดคล้องตรงกันอย่างยิ่งกับกับผลงานวิจัยที่ได้กล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงซึ่งนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมานี้ ได้บันทึกไว้ก่อนแล้วจากวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่เมื่อพันกว่าปีก่อนนั้น

 

 

การกำเนิดของมนุษย์

THE BIRTH OF A HUMAN BEING    

วิชาการหลากหลายแขนงได้บันทึกไว้ในอัลกุรอาน เพื่อเชิญชวนให้มนุษย์มีความศรัทธา ทั้งในเรื่องสวรรค์ เรื่องสัตว์ เรื่องพืช ต่างก็ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานแก่มนุษยชาติโดยอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อายะฮ์กุรอานหลายอายะฮ์ได้เรียกร้องให้มนุษย์หันมาพิจารณาเรื่องการที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) สร้างมนุษย์ มีการย้ำเตือนหลายครั้งว่ามนุษยชาตินั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ได้ผ่านขั้นตอนต่างๆอะไรบ้าง และหัวใจสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ

 

เรานั้นได้สร้างพวกขึ้นมา ไฉนเล่าพวกเจ้าจึงไม่เชื่อ (ในวันฟื้นคืนชีพ) พวกเจ้าเห็นสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งออกมา (อสุจิ) แล้วมิใช่หรือ พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมา หรือว่าเราเป็นผู้สร้าง ”

อัลกุรอาน (56:57-59)

 

การสร้างมนุษย์และความมหัศจรรย์ในเรื่องนี้ได้กล่าวย้ำในอายะฮ์อื่นๆอีกหลายอายะฮ์ด้วยกัน บางหัวข้อของเรื่องราวในอายะฮ์ดังกล่าว มีรายละเอียดมากและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครก็ตามที่มีชีวิตในช่วงเวลาเมื่อ 1,400 กว่าปีที่ผ่านมา จะมีความรู้และเข้าใจได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  1. มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำอสุจิทั้งหมด หากแต่เกิดมาจาก ส่วนเล็กๆ(ตัวอสุจิ) ส่วนเดียวของมันเท่านั้น
  2. ฝ่ายชายจะเป็นผู้กำหนดเพศของทารก
  3. ตัวอ่อนของมนุษย์ (Embryo - ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว) จะเกาะติดกับผนังด้านในมดลูกของมารดาเหมือนกับตัวปลิง
  4. ตัวอ่อนจะพัฒนาขึ้น 3 ขั้นตอนในความมืดของมดลูกของมารดา

บรรดาผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่อัลกรุอานได้ถูกประทานลงมานั้น รู้ว่าองค์ประกอบพื้นฐานของการกำเนิดของมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และความเป็นจริงที่ว่า ทารกจะคลอดออกมาหลังจากอยู่ในครรภ์มารดาเป็นระยะเวลาเก้าเดือนนั้น เป็นที่รู้กันอย่างชัดแจ้ง โดยไม่ต้องมีการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ แต่ทว่าเรื่องต่างๆตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นความรู้ซึ่งเกินกว่าที่ผู้คนในสมัยนั้นจะเข้าใจได้ และเพิ่งจะค้นพบด้วยวิชาการทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 นี้เอง

เราจึงควรศึกษารายละเอียดของแต่ละส่วนตามหัวข้อดังต่อไปนี้


หยดหนึ่งของน้ำอสุจิ

( A drop of semen )

ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์แต่ละครั้ง ฝ่ายชายจะหลั่งอสุจิออกมาประมาณ 250 ล้านตัว ตัวอสุจิต้องเดินทางแหวกว่ายอยู่ในร่างของฝ่ายหญิง เพื่อให้ถึงไข่ของฝ่ายหญิง ซึ่งจากจำนวนตัวอสุจิทั้งหมด 250 ล้านตัว จะเหลือเพียง 1,000 ตัวเท่านั้น ที่จะสามารถมาถึงไข่ได้ และหลังจากการแข่งขันกันกว่า 5 นาที จะมีตัวอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่สามารถเจาะเข้าไปในผนังของไข่ซึ่งมีขนาดเล็กเท่ากับครึ่งหนึ่งของเม็ดเกลือ นั่นหมายความว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดจากฝ่ายชายนั้นไม่ใช่น้ำอสุจิทั้งหมด หากแต่เป็นเพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า

มนุษย์คิดหรือว่า เขาจะถูกปล่อยไว้โดยไร้จุดหมายกระนั้นหรือ

เขามิได้เป็นน้ำกามหยดหนึ่งจากน้ำอสุจิที่ถูกพุ่งออกมากระนั้นหรือ ”

(อัลกุรอาน 75:36-37)

 

เราได้เห็นแล้วว่า อัลกุรอานบอกแก่พวกเราว่า มนุษย์มิได้เกิดมาจากน้ำอสุจิทั้งหมด หากเกิดจากส่วนเล็กๆของมันเท่านั้น

การเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวในอายะฮ์ข้างต้น ได้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงซึ่งเพิ่งจะมีการค้นพบด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นหลักฐานว่า ถ้อยคำที่กล่าวไว้ในอัลกุรอานนั้น เป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้จริง

 

  ภาพด้านซ้ายคือภาพน้ำอสุจิที่หลั่งเข้าสู่มดลูก ตัวอสุจิเพียงจำนวนไม่มากนัก จากทั้งหมด 250 ล้านตัวที่หลั่งจากฝ่ายชาย จะสามารถไปถึงไข่ที่อยู่ในมดลูกได้ ตัวอสุจิที่จะปฏิสนธิกับไข่นั้น เป็นเพียงตัวเดียวเท่านั้นจากจำนวนประมาณหนึ่งพันตัวที่รอดมาถึงไข่ได้ ความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำอสุจิทั้งหมด หากแต่เกิดจากส่วนเล็กๆของมันเท่านั้น มีความสัมพันธ์กับข้อความในอัลกุรอาน ที่กล่าวถึง “หยดหนึ่งจากน้ำอสุจิที่พุ่งออกมา”

 

 

ส่วนผสมในน้ำอสุจิ

( The mixture in the semen )

ของเหลวที่เรียกว่าน้ำอสุจิ ซึ่งมีตัวอสุจิอยู่นั้น หาได้มีแต่เพียงตัวอสุจิเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม มันประกอบด้วยส่วนผสมของของเหลวหลายชนิด ของเหลวต่างๆเหล่านี้มีหน้าที่แตกต่างกัน เช่น มีน้ำตาล ซึ่งจำเป็นสำหรับการให้พลังงานแก่ตัวอสุจิ ช่วยลดความเป็นกรดบริเวณปากมดลูก และช่วยหล่อลื่นให้ตัวอสุจิสามารถเคลื่อนเข้าไปในมดลูกได้อย่างสะดวก

การที่อัลกุรอานได้กล่าวถึงน้ำอสุจิไว้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากพออยู่แล้ว นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงการที่น้ำอสุจิเป็นของเหลวที่ประกอบไปด้วยส่วนผสมต่างๆหลายส่วน ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เพิ่งจะถูกค้นพบด้วยวิทยาการสมัยใหม่เมื่อไม่นานมานี้

“แท้จริงเราได้สร้างมนุษย์จากน้ำเชื้อผสมหยดหนึ่ง เพื่อเราจะได้ทดสอบเขา

ดังนั้นเราจึงทำให้เขาเป็นผู้ได้ยิน เป็นผู้ได้เห็น

(อัลกุรอาน 76:2)

 

อีกอายะฮ์หนึ่งได้กล่าวถึงน้ำอสุจิว่า เกิดจากองค์ประกอบหลายส่วนผสมกัน และยังย้ำอีกว่า มนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาจาก ส่วนที่ดีที่สุดของส่วนผสมนี้

ผู้ทรงทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมันให้ดีงาม และพระองค์ทรงเริ่มการสร้างมนุษย์จากดิน

แล้วทรงให้การสืบตระกูลของมนุษย์มาจากส่วนที่ดีที่สุดจากน้ำ(อสุจิ)อันไร้ค่า ”

(อัลกุรอาน 32:7-8)

 

คำว่า - سللة (ซุลาละต์) ในภาษาอาหรับ แปลว่า ส่วนที่ดีที่สุด ซึ่งหมายถึงส่วนที่สำคัญหรือดีที่สุดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ส่วนหนึ่งของทั้งหมด ข้อความข้างต้นนี้แสดงว่า ถ้อยคำดังกล่าวนั้นเป็นของผู้ที่มีความรอบรู้ถึงการกำเนิดของมนุษย์ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งที่สุด ซึ่งแท้จริงก็คือ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงสร้างมนุษยชาติทั้งมวล

 

 

หมายเหตุ ในอัลกุรอานฉบับ ภาษาไทย แปลว่า “ ...ทรงให้การสืบตระกูลของมนุษย์ มาจากน้ำ (อสุจิ) อันไร้ค่า ...”

ซึ่งไม่ปรากฏความหมายของคำว่า - سللة ใน - من سللة من ماء مهين -

คำว่า - سللة - ในพจนานุกรม อาหรับ -ไทย แปลว่า ส่วนที่ดีที่สุด

ดังนั้น ในที่นี้จึงเพิ่มข้อความใหม่นี้มาด้วย เป็น “ ...ทรงให้การสืบตระกูลของมนุษย์ มาจากส่วนที่ดีที่สุดจากน้ำ (อสุจิ) อันไร้ค่า ...”

ซึ่งตรงกับอัลกุรอานฉบับ ภาษาอังกฤษ ฉบับ The Glorious Qur’an, Translation and commentary, A Yusuf Ali 2nd Edition, 1977, หน้า 1094


เพศของทารก

( The Sex of the baby )

แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยังมีความเข้าใจว่าเพศของทารกกำหนดโดยเซลล์จากมารดา หรืออย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะมาจากทั้งเซลล์จากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงร่วมกัน แต่ในอัลกุรอาน เราได้รับรู้ข้อมูลที่แตกต่างกันว่า เพศชายและเพศหญิงนั้น กำหนดขึ้นมาจาก “เชื้ออสุจิ เมื่อมันหลั่งออกมา ”

 

และแท้จริงพระองค์ทรงสร้างสามีภรรยาคู่หนึ่ง เป็นเพศชายและเพศหญิง

จากเชื้ออสุจิ เมื่อมันหลั่งออกมา ”

(อัลกุรอาน 53:45-46)

 

ความรู้ในเรื่องหน่วยพันธุกรรม(ยีน)และโมเลกุลทางชีวภาพที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้ยืนยันความถูกต้องตามหลักทางวิทยาศาสตร์ของข้อมูลในอัลกุรอาน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า เซลล์ของอสุจิจากฝ่ายชายเป็นตัวกำหนดเพศ ไม่ใช่จากฝ่ายหญิง

โครโมโซมนั้นคือส่วนหลักที่กำหนดเพศของทารก โครโมโซม 2 แท่ง จาก 46 แท่ง ซึ่งเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของมนุษย์ เรียกว่า โครโมโซมเพศ ได้แก่ โครโมโซม “XY” ในเพศชาย และโครโมโซม “XX” ในเพศหญิง เนื่องจากรูปร่างของโครโมโซมนั้นมีลักษณะคล้ายกับตัวอักษรทั้งสองตัวดังกล่าว

 

 

ในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า เพศชายและเพศหญิงนั้น สร้างมาจาก เชื้ออสุจิ เมื่อมันหลั่งออกมาอย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเชื่อที่ว่าเพศของทารกนั้น กำหนดโดยเซลล์จากมารดา จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 2 0 เพิ่งจะค้นพบข้อมูลที่ได้กล่าวไว้นานมาแล้วในอัลกุรอาน ข้อเท็จจริงและรายละเอียดอื่นๆในทำนองนี้ เกี่ยวกับการสร้างมนุษย์ ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา

 

 

โครโมโซม Y ประกอบด้วยลักษณะของเพศชาย ในขณะที่โครโมโซม X ประกอบด้วยลักษณะของเพศหญิง ในไข่ของฝ่ายหญิงมีเพียง โครโมโซม X แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวกำหนดเพศหญิง ในน้ำอสุจิของฝ่ายชาย มีทั้งตัวอสุจิที่มีลักษณะของเพศชาย และตัวอสุจิที่มีลักษณะของเพศหญิง ดังนั้น เพศของทารกจึงขึ้นอยู่กับตัวอสุจิที่มาปฏิสนธิกับไข่นั้นมีโครโมโซม X หรือ Y อีกนัยหนึ่ง ปัจจัยที่กำหนดเพศของทารกก็คือน้ำอสุจิที่มาจากฝ่ายชาย ความรู้ในเรื่องนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนในช่วงเวลาที่อัลกุรอานได้ประทานลงมา จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่า อัลกุรอานนั้น เป็นวจนะของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)

 

โครโมโซม Y มีหน่วยพันธุกรรมที่มีรหัสเพศชาย ในขณะที่โครโมโซม X มีหน่วยพันธุกรรมที่มีรหัสเพศหญิง

การเกิดรูปร่างของมนุษย์เริ่มด้วยการไขว้สลับกันของแต่ละโครโมโซมเหล่านี้ ซึ่งจับคู่กันอยู่ในเพศชายและเพศหญิง ในเพศหญิง นั้น ส่วนประกอบทั้งสองส่วนของเซลล์เพศ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนในระหว่างอยู่ในรังไข่ เป็นตัวนำโครโมโซม X, ในอีกด้านหนึ่งเซลล์เพศในผู้ชาย ผลิตตัวอสุจิแตกต่างกัน 2 แบบ แบบหนึ่งมีโครโมโซม X อีกแบบหนึ่งมีโครโมโซม Y, ถ้าหากโครโมโซม X จากฝ่ายหญิง ผสมกับตัวอสุจิที่มีโครโมโซม X ทารกที่เกิดมาจะเป็นเพศหญิง แต่ถ้าหากผสมกับตัวอสุจิที่มีโครโมโซม Y ทารกที่เกิดมาจะเป็นเพศชาย

หรืออีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า เพศของทารกนั้นกำหนดโดยโครโมโซมแท่งใดแท่งหนึ่งจากฝ่ายชาย มาผสมกับไข่ของฝ่ายหญิง

ไม่มีใครรู้เรื่องราวต่างๆเหล่านี้จนกระทั่งมีการค้นพบหน่วยพันธุกรรมในศตวรรษที่ 20 อันที่จริงแล้ว การที่หลายๆสังคมเชื่อว่าเพศของทารกกำหนดขึ้นจากร่างกายของฝ่ายหญิง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงถูกประณามเมื่อให้กำเนิดทารกเพศหญิง

อย่างไรก็ตาม อัลกุรอานได้ปฏิเสธความเชื่อที่ผิดเหล่านี้ มานานกว่า 1300 ปีก่อนหน้าการค้นพบหน่วยพันธุกรรมของมนุษย์ และอัลกุรอานยังมีข้อสรุปถึงการกำหนดเพศของทารกว่า ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายหญิง แต่อยู่ที่น้ำอสุจิจากฝ่ายชาย


ก้อนเลือดที่เกาะติดกับมดลูก

( The Clot Clinging to the Uterus )

หากเรายังคงตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ประทานลงมายังพวกเราในอัลกุรอานอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อเกิดเป็นรูปร่างของมนุษย์ เราก็จะพบความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมากบางเรื่อง

เมื่ออสุจิของฝ่ายชายผสมกับไข่ของฝ่ายหญิง นั่นหมายความว่า ส่วนสำคัญที่สุดในการสร้างทารกได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว เซลล์เดี่ยวที่เกิดขึ้นนี้ เรียกชื่อทางชีววิทยาว่า “ไซโกต (Zygote) ซึ่งจะเริ่มแบ่งตัวในทันที ในไม่ช้าก็จะก่อเกิดก้อนเนื้อก้อนหนึ่งที่เรียกว่า “ตัวอ่อน (Embryo)” และแน่นอนที่สุด ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเห็นก้อนเนื้อนี้ได้ ก็ด้วยการใช้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตัวอ่อนนี้ไม่ได้เติบโตอยู่ในที่เวิ้งว้าง แต่เกาะติดอยู่กับผนังมดลูก เหมือนกับรากของต้นไม้ที่หยั่งลึกลงไปในพื้นดิน จากการที่มันเกาะติดไว้อย่างนี้ ตัวอ่อนจะสามารถรับสารอาหารที่จำเป็นในการพัฒนาตัวเองมาจากร่างกายของมารดาได้

และในขั้นตอนนี้เอง ที่ความมหัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่งในอัลกุรอานได้ถูกกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง ในการอ้างถึงตัวอ่อนที่กำลังพัฒนา ในครรภ์มารดา พระองค์ใช้คำว่า “อะลัก” ในอัลกุรอาน

จงอ่าน ด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด

จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ”

(อัลกุรอาน 96:1-3)

ความหมายของคำว่า “อะลัก” ในภาษาอาหรับ หมายถึง สิ่งที่เกาะติดอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งคำนี้ ใช้อธิบายลักษณะของปลิงที่เกาะติดกับร่างกายคนหรือสัตว์อื่นเพื่อดูดเลือด

แน่นอนที่สุดว่า การใช้คำที่มีความหมายชัดเจนอย่างที่สุดเพื่ออธิบายลักษณะของตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาอยู่ในครรภ์มารดานี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนอีกครั้งว่า อัลกุรอานนั้น เป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก

 

 

ในช่วงแรก ของการพัฒนา ทารกในครรภ์มารดาจะอยู่ในรูปของ “ไซโกต” ซึ่งเกาะติดอยู่กับผนังมดลูก ของมารดา เพื่อดูดสารอาหารต่างๆจากเลือดของมารดา ภาพนี้ แสดงให้เห็นไซโกต ซึ่งดูเหมือนก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง ข้อมูลซึ่งเพิ่งจะค้นพบโดยนักวิทยาเอมไบรโอในสมัยนี้ ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน เมื่อ 1400 ปีกว่าด้วยคำว่า “อะลัก” ซึ่งหมายถึง “สิ่งที่เกาะติดอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง” คำดังกล่าวใช้เพื่ออธิบายลักษณะของการที่ปลิงเกาะติดกับร่างกายคนหรือสัตว์อื่นเพื่อดูด เลือด

หมายเหตุ

 คำว่า علق - -  มีหลายความหมายคือ ก้อนเลือด ตัวดูดเลือด ปลิง และ สิ่งที่แขวนอยู่

ในบทนี้ คำ - علق – น่าจะหมายถึงสิ่งที่แขวนอยู่ หรืเกาะติดอยู่ติดแน่น

ซึ่งตรงกับอัลกุรอานฉบับ ภาษาอังกฤษ ฉบับ The Qur’an, Arabic Text with Corresponding English Meaning, English revised & edited by Saheeh International, 1977

กล้ามเนื้อห่อหุ้มกระดูก

( The wrapping of muscles over the bones )

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอาน ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับขั้นตอนการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดา อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า ภายในครรภ์ของมารดานั้น กระดูกจะพัฒนาขึ้นก่อน และต่อมาจะมีกล้ามเนื้อก่อตัวขึ้นมาห่อหุ้ม

 

แล้วเราได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮ์ ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง ”

)อัลกุรอาน 23:14)

 

วิทยาเอมไบรโอ เป็นสาขาวิชาหนึ่งของชีววิทยา ที่เป็นการศึกษาการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์มารดา นักวิทยาศาสตร์ในสาขานี้มีความเข้าใจมาโดยตลอดว่า กระดูกและเนื้อนั้นพัฒนาขึ้นพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้เองที่มีการกล่าวหากันมาอย่างยาวนานว่า อัลกุรอานอายะฮ์นี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้มีการทำวิจัยโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีความสามารถสูงมากขึ้น และผลจากการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า วจนะที่กล่าวไว้ในอัลกุรอานนั้นถูกต้องทุกคำ


จากการเฝ้าสังเกตโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ ได้แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการที่เกิดขึ้นในครรภ์มารดานั้น เหมือนกับเรื่องราวที่ได้อธิบายไว้ในอัลกุรอานทุกประการ เริ่มจากเนื้อเยื่อที่เป็นส่วนของกระดูกอ่อนได้กลายเป็นกระดูกที่แข็งขึ้น ต่อมาเซลล์ของกล้ามเนื้อโดยรอบของกระดูกแต่ละส่วน ก่อตัวขึ้นและห่อหุ้มกระดูกส่วนนั้นไว้ เรื่องนี้ได้มีคำอธิบายในวารสาร ทางวิทยาศาสตร์ชื่อ Developing Human ดังต่อไปนี้

กระดูกทารกที่พัฒนาเสร็จสมบูรณ์จะห่อหุ้มด้วยกล้ามเนื้อในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

 

 

อัลกุรอานกล่าวถึงขั้นตอนการพัฒนาของทารกในครรภ์มารดาไว้ในอายะฮ์ที่ 14 ซูเราะฮ์ อัล มุอมินูน ว่า กระดูกอ่อนของตัวอ่อนในครรภ์มารดาจะถูกพัฒนากลายเป็นกระดูก หลังจากนั้นจะมีก้อนเนื้อมาห่อหุ้ม อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้อธิบายการพัฒนาในขั้นตอนนี้ด้วยอายะฮ์ที่ว่า “...แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ...”

 

 

 

ในช่วงระยะเวลา 7 สัปดาห์ เค้าโครงของร่างกายได้เริ่มพัฒนาขึ้นและกระดูกก็ปรากฏเป็นรูปร่างชัดเจน ในช่วงสุดท้ายสัปดาห์ที่ 7 และภายในสัปดาห์ที่ 8 กล้ามเนื้อได้ก่อตัวขึ้นรอบๆกระดูก

 

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเจริญเติบโตของมนุษย์ในครรภ์มารดา ซึ่งได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานนั้น สอดคล้องตรงกันทุกประการกับความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ ที่เพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆนี้

ทารกในครรภ์มารดา

(Three Stages of the Baby in the Womb)

อัลกุรอานได้กล่าวไว้ในซูเราะฮ์อัซซุมัร ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นในครรภ์มารดาตามกระบวนการสามขั้นตอน

 

“...พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าในครรภ์ของมารดาพวกเจ้า เป็นการบังเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในความมืดสามชั้น นั่นคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกเจ้า พระอำนาจเป็นสิทธิของพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้นอกจากพระองค์ แล้วทำไมพวกเจ้าจึงผินหน้าไปทางอื่น?”

(อัลกุรอาน 39:6)

 

ข้อความในอายะฮ์ข้างต้น กล่าวว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นภายในครรภ์มารดาจาก 3 ขั้นตอนที่แตกต่างกัน ในความเป็นจริง ชีววิทยาสมัยใหม่ก็ได้ยืนยันแล้วว่า การเจริญเติบโตของตัวอ่อนของทารกในครรภ์มารดานั้น แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน ปัจจุบันวิชานี้เป็นพื้นฐานของความรู้เบื้องต้นในหนังสืออ้างอิงทุกเล่มที่ใช้ในการเรียนในคณะแพทยศาสตร์ ตัวอย่างเช่น หนังสือ Basic Human Embryology ซึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงเบื้องต้นของการศึกษาวิชาวิทยาเอมไบรโอ ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “ชีวิตในมดลูกนั้น มี 3 ระยะ คือ Pre -Embryonic (ระยะก่อนเป็นตัวอ่อน) ในช่วงแรกใช้เวลาสองสัปดาห์ครึ่ง , Embryonic (ระยะที่เป็นตัวอ่อน) คือเวลาหลังจากช่วงแรกไปจนสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 8 และ Fetal )ระยะทารกในครรภ์)นับตั้งแต่หลังสัปดาห์ที่ 8 ไปจนถึงช่วงที่มีการเจ็บท้องเพื่อคลอดบุตร

ทั้ง 3 ระยะนี้ได้บอกถึงขั้นตอนการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันของทารกในครรภ์ ลักษณะพัฒนาการในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวนั้นสามารถอธิบายโดยย่อได้ดังนี้

Pre -Embryonic Stage )ระยะก่อนเป็นตัวอ่อน) ในช่วงแรกนี้ ไซโกต (เซลล์เดี่ยวที่เกิดจากไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว) จะเติบโตโดยการแบ่งตัว จนกลายเป็นกลุ่มของเซลล์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะฝังตัวติดกับผนังของมดลูก เซลล์เหล่านี้ได้จัดเรียงตัวเองเป็น 3 ชั้นพร้อมๆกับการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง

Embryonic Stage (ระยะที่เป็นตัวอ่อน) ช่วงที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ครึ่ง ทารกซึ่งเรียกว่า ตัวอ่อน (Embryo) ในช่วงนี้ อวัยวะต่างๆและระบบพื้นฐานของร่างกายเริ่มที่จะปรากฏให้เห็นชัดขึ้นในระหว่างชั้นของเซลล์

Fetal Stage (ระยะทารกในครรภ์) จากช่วงเวลานี้เป็นต้นไป ตัวอ่อน (Embryo) เรียกว่า Fetus (ทารกในครรภ์) ช่วงนี้เริ่มจากหลังสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ ไปจนถึงนาทีที่คลอดออกมา ลักษณะเด่นของการเจริญเติบโตในระยะนี้คือ ลักษณะของทารกในครรภ์ (Fetus) นั้นจะดูเหมือนกับร่างกายที่สมบูรณ์ทุกอย่างทั้ง ใบหน้า มือ และเท้า แม้ว่าจะมีขนาดแค่ 3 เซนติเมตรในตอนแรก แต่อวัยวะต่างๆก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ช่วงระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 30 สัปดาห์ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอดออกมา


ในอายะฮ์ที่ 6 ของซูเราะฮ์ อัซซุมัร ได้ระบุว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นภายในครรภ์มารดาโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ และในความเป็นจริง วิทยาเอมไบรโอได้ยืนยันในเรื่องนี้ว่าพัฒนาการของทารกเกิดขึ้นใน 3 ขั้นตอนภายในครรภ์มารดา

 

 

ข้อมูลของการเจริญเติบโตภายในครรภ์มารดานั้น เพิ่งจะเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางจากการเฝ้าสังเกต ด้วยกล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กที่มีความสามารถสูงเท่านั้น จึงเหมือนกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์อีกมากมาย ที่ได้กล่าวไว้อย่างน่าอัศจรรย์ก่อนหน้านี้แล้วในอัลกุรอาน และความเป็นจริงที่ว่าข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดลึกซึ้งและมีความถูกต้องแม่นยำเหล่านี้ ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน ตั้งแต่ในยุคที่ผู้คนแทบจะไม่มีความรู้ในเรื่องแพทยศาสตร์เลยนั้น เป็นหลักฐานชัดเจนที่พิสูจน์ได้ว่าอัลกุรอานนั้น ไม่ได้เป็นคำกล่าวของมนุษย์ หากแต่เป็นวจนะของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้น


น้ำนมมารดา

MOTHER'S MILK   

น้ำนมมารดาเป็นสารอาหารที่ยังประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน อัลลอฮ์ (ซ.บ.) สร้างน้ำนมมาเพื่อเป็นแหล่งอาหารอันยอดเยี่ยมของทารกและเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคต่างๆให้แก่ทารก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในการผลิตนมเพื่อใช้เลี้ยงทารกจะพัฒนาไปมากเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะทดแทนคุณค่าของสารอาหารอันน่าอัศจรรย์นี้ได้

วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบคุณประโยชน์ใหม่ของน้ำนมมารดาเพิ่มขึ้นทุกวัน ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่วิทยาศาตร์ค้นพบก็คือ การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเป็นเวลาอย่างน้อยสองปีหลังการคลอดนั้นช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อต่างๆในเด็ก19 ความจริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้บอกข้อมูลที่สำคัญนี้ไว้แล้วในซูเราะฮ์ลุกมาน เมื่อสิบสี่ศตวรรษที่ผ่านมา แต่ทว่าวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบได้ไม่นานมานี้

 “และเราได้สั่งการแก่มนุษย์ เกี่ยวกับบิดามารดาของเขา โดยที่มารดาของเขา ได้อุ้มครรภ์เขาจนอ่อนเพลียครั้งแล้วครั้งเล่า และการหย่านมของเขาในระยะเวลาสองปี เจ้าจงขอบคุณข้า และบิดามารดาของเจ้า ยังเรานั้นคือการกลับไป

( อัลกุรอาน 31:14 ) ”

 
                                   

 

ลักษณะเฉพาะที่พบในลายนิ้วมือ

THE IDENTITY IN THE FINGERPRINT    

 

ในขณะที่อัลกุรอานบอกว่า อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้มนุษย์ฟื้นจากความตายนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย เรื่องราวของลายนิ้วมือก็ถูกเน้นย้ำไว้ในซูเราะฮ์อัลกิยามะห์เหมือนกันว่า

 

“แน่นอนทีเดียว เราสามารถที่จะทำให้ปลายนิ้วมือของเขาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์”

(อัลกุรอาน 75: 4)

 

 

แม้แต่แฝดแท้ที่หน้าตาเหมือนกันก็ยังมีลายนิ้วมือที่ต่างกัน ลักษณะเช่นนี้สามารถนำมาพิสูจน์บุคคลได้ ความเฉพาะตัวของลายนิ้วมือนั้นเทียบได้กับรหัสบาร์โค้ดที่ ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

 

 

 

การที่อัลกุรอานพูดถึงลายนิ้วมือนั้นมีความหมายเป็นพิเศษ เพราะลายนิ้วมือเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ทุกๆคนที่มีชีวิตอยู่และที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีลายนิ้วมือเป็นลักษณะเฉพาะตัวทั้งสิ้น นี่เองที่เป็นสาเหตุว่าเหตุใดเราจึงใช้ลายนิ้วมือไว้พิสูจน์ตัวบุคคล และประเทศต่างๆทั่วโลกก็ใช้ลายนิ้วมือด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวกันอย่างแพร่หลาย

ประเด็นสำคัญก็คือประโยชน์ของลายนิ้วมือเพิ่งจะถูกค้นพบมาเมื่อไม่นานนี้เองในปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า แต่ก่อนหน้านั้นผู้คนทั้งหลายต่างก็คิดว่าลายนิ้วมือก็เป็นเพียงแค่เส้นที่โค้งๆไปมาหาความหมายพิเศษอะไรไม่ได้ แต่ในอัลกุรอานนั้น อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของลายนิ้วมือเมื่อพันสี่ร้อยปีมาแล้ว หากแต่ไม่มีใครสนใจความหมายพิเศษนี้เลย เพิ่งจะเป็นที่เข้าใจกันในยุคปัจจุบันนี้เอง

 

 


 
 

    
3 / total 7
You can read Harun Yahya's book ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน online, share it on social networks such as Facebook and Twitter, download it to your computer, use it in your homework and theses, and publish, copy or reproduce it on your own web sites or blogs without paying any copyright fee, so long as you acknowledge this site as the reference.
About this site | Make your homepage | Add to favorites | RSS Feed
All materials can be copied, printed and distributed by referring to author “Mr. Adnan Oktar”.
(c) All publication rights of the personal photos of Mr. Adnan Oktar that are present in our website and in all other Harun Yahya works belong to Global Publication Ltd. Co. They cannot be used or published without prior consent even if used partially.
© 1994 Harun Yahya. www.harunyahya.com - info@harunyahya.com
page_top