< <
2 / total: 7
Miracles of the Qur'an - Harun Yahya

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน

 


 

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร

PART ONE: THE SCIENTIFIC MIRACLES OF THE QUR'AN

บทนำ

Introduction

กว่า 14 ศตวรรษมาแล้วที่เอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานคัมภีร์อัลกุรอาน ลงมายังมนุษย์เพื่อให้เป็นคัมภีร์แห่งทางนำ พระองค์เรียกร้องให้มนุษย์รับการชี้นำสู่สัจธรรมด้วยการยึดมั่นต่ออัลกุรอาน นับตั้งแต่วาระแรกแห่งการประกาศโองการจวบจนกระทั่งถึงวันแห่งการตัดสิน อัลกุรอานจะยังคงเป็นทางนำหนทางเดียวสำหรับมวลมนุษยชาติ

 

รูปแบบที่หาที่เปรียบไม่ได้ของอัลกุรอาน ตลอดจนวิทยปัญญาอันล้ำเลิศที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนว่า อัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ยิ่งไปกว่านั้น อัลกุรอานยังได้แจ้งถึงเหตุการณ์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย อันเป็นข้อพิสูจน์ว่าอัลกุรอาน คือคัมภีร์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานลงมา ลักษณะประการหนึ่งก็คือ เรื่องที่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ที่มนุษย์เราเพิ่งค้นพบด้วยเทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 20 นั้นมีกล่าวอ้างอยู่ในอัลกุรอานเมื่อ 1,400 มาแล้ว

แน่นอนอัลกุรอานไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่อัลกุรอานก็ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบด้วยเทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 20 เอาไว้อย่างลึกซึ้งและรัดกุม

ในช่วงเวลาที่อัลกุรอานได้เริ่มเผยแพร่นั้น ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่เป็นที่รู้กัน จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ ว่าอัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า

เพื่อที่จะเข้าใจความมหัศจรรย์ในเชิงวิทยาศาสตร์ของอัลกุรอาน เราควรจะทราบระดับของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น ในช่วงเวลาที่คัมภีร์เล่มนี้ประทานลงมา

ในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อัลกุรอานประทานลงมานั้นสังคมอาหรับมีความเชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เพราะขาดวิทยาการที่จะศึกษาตรวจสอบหรือตั้งข้อสังเกตต่อจักรวาลและธรรมชาติ ชาวอาหรับในยุคแรกๆ เชื่อเรื่องตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตัวอย่างเช่นพวกเขาเชื่อว่า ภูเขาช่วยหนุนฟ้าเอาไว้ โดยโลกนั้นมีลักษณะแบนราบ มีภูเขาขนาดใหญ่อยู่ที่ปลายทั้งสองข้างของโลก ภูเขาเหล่านั้นคือเสาที่ค้ำยันหลังคาฟ้าเบื้องบน

อย่างไรก็ตามความเชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ของสังคมอาหรับได้ถูกขจัดออกไปโดยอัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัรเราะอฺดฺ อายะฮ์ที่ 2 ความว่า อัลลอฮ์ คือผู้ทรงยกชั้นฟ้าทั้งหลายเอาไว้โดยปราศจากเสาค้ำจุน..” (13:2) อายะฮ์นี้ได้ลบล้างความเชื่อที่ว่า ท้องฟ้าลอยอยู่ได้เพราะมีภูเขาค้ำยัน ยังมีข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกหลายเรื่องที่เปิดเผยขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผู้คนยังขาดความรู้ ความเข้าใจ

อัลกุรอาน ซึ่งถูกประทานลงมาในช่วงเวลาที่มนุษย์ยังมีความรู้อย่างจำกัดในเรื่องดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือชีววิทยานั้น กลับปรากฏข้อมูลที่สำคัญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาต่างๆเหล่านี้ เช่น เรื่องการกำเนิดสุริยจักรวาล การกำเนิดมนุษย์ โครงสร้างของชั้นบรรยากาศ และความสมดุลที่เหมาะสมที่สุดที่ทำให้ชีวิตบนโลกดำรงอยู่ได้

ทีนี้เรามาลองดูปรากฏการณ์ต่างๆทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน

 

การกำเนิดจักรวาล

THE COMING OF THE UNIVERSE INTO EXISTENCE

           การปรากฏของจักรวาลนั้นกุรอานได้อธิบายไว้ในซูเราะฮ์อันอาม อายะฮ์ที่ 101 ความว่า

“อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงประดิษฐ์ชั้นฟ้าและแผ่นดิน...”

(อัลกุรอาน 6:101)

 

สิ่งที่ได้ระบุไว้ในอัลกุรอานนั้นสอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันซึ่งมีข้อสรุปของวิชาฟิสิกส์ทางดาราศาสตร์ว่า ทั่วทั้งจักรวาลตลอดจนมิติต่างๆของสสารและเวลา บังเกิดขึ้นสืบเนื่องจากผลของการระเบิดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่า “บิ๊กแบง (Big Bang)” ซึ่งพิสูจน์ว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาจากการระเบิดของสิ่งๆหนึ่ง วงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยอมรับว่า “บิ๊กแบง” เป็นเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ใช้อธิบายการกำเนิดและปรากฏของจักรวาล

ก่อนหน้า “บิ๊กแบง” ไม่มีสิ่งใดปรากฏอยู่เลยไม่ว่าจะเป็นสสาร พลังงานหรือแม้แต่เวลา บิ๊กแบงจึงเป็นคำอธิบายเชิงอภิปรัชญาได้ประการเดียวเท่านั้นว่า สิ่งเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมา ข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์สมัยใหม่ที่เพิ่งจะค้นพบเมื่อไม่นานมานี้นั้น เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานเมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว

         

 

ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลเข้มแสดงถึงรังสีที่ ปรากฏอยู่ก่อน

ส่วนที่เป็นสีชมพูอ่อน แสดงถึงส่วนที่ยังร้อนอยู่

ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลอ่อน แสดงถึง

ส่วนที่เป็นสีชมพูเข้ม แสดงถึงพื้นที่ที่ร้อนที่สุด

 

                                

การขยายตัวของจักรวาล

THE EXPANSION OF THE UNIVERSE

เอ็ดวิน ฮับเบิล และกล้องเทเลสโคปขนาดใหญ่

อัลกุรอานประทานลงมาเมื่อ 14 ศตวรรษที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่อัลกุรอาน ก็ได้กล่าวถึงการขยายตัวของจักรวาลไว้แล้ว ในซูเราะฮ์อัซซาริยาต ความว่า

“และเราได้สร้างฟ้ามาให้แข็งแกร่ง

และแท้จริงเราเป็นผู้ขยายมันออก”

(อัลกุรอาน 51:47)

 

        คำว่า “ฟ้า” ในอายะฮ์นี้ปรากฏอีกหลายแห่งในอัลกุรอานโดยมีความหมายถึงอวกาศและจักรวาล ในอายะฮ์นี้ก็ใช้ในความหมายเช่นนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อัลกุรอานได้เปิดเผยว่า จักรวาลนั้นมีการแผ่ขยายซึ่งก็เป็นข้อสรุปที่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบนั่นเอง

 

 

 

 

จอร์จ เลอแมตร์

 

ต้นศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์ชาวรัสเซียชื่อ อเล็กซานเดอร์ ฟรีดมันน์ (Alexander Friedmann) และนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมชื่อว่า จอร์จ เลอแมตร์ (Georges Lemaitre) ได้คำนวณตามหลักทฤษฏีแล้ว พบว่าจักรวาลนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างคงที่และกำลังค่อยๆขยายตัวออก

 

ข้อเท็จจริงนี้ยังได้รับการพิสูจน์อีกจากข้อมูลในการศึกษาสังเกตในปี ค.ศ.1929 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ซึ่งได้เฝ้าสังเกตท้องฟ้าด้วยกล้องเทเลสโคปอยู่นั้น พบว่า ดวงดาวต่างๆและกาแลคซี ต่างก็เคลื่อนตัวออกห่างจากกัน อย่างสม่ำเสมอ การที่สิ่งต่างๆในจักรวาลเคลื่อนตัวออกห่างจากกันนั้น ย่อมหมายความว่าจักรวาลนั้นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การศึกษาสังเกตที่มีต่อมาอีกหลายปี ยืนยันได้ว่าจักรวาลแผ่ขยายตัว ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มีอธิบายอยู่แล้ว ในอัลกุรอานตั้งแต่ยังไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้เลย ทั้งนี้เพราะว่าอัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงสร้างและบริหารจักรวาล ทั้งมวล

 

 

 

 

 

 

 

 

ในช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์ “บิ๊กแบง” จักรวาลขยายตัวในอัตราคงที่ด้วยความเร็วสูงมาก

นักวิทยาศาสตร์ ได้เปรียบเทียบการขยายตัวของจักรวาลเหมือนผิวของลูกโป่งที่ขยายตัวออกมา

 

 

การแยกตัวออกจากกันของชั้นฟ้าและแผ่นดิน

THE SPLITTING ASUNDER OF "THE HEAVENS AND THE EARTH

 

อีกตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับการสร้างชั้นฟ้าปรากฏอยู่ใน ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอฺ  อายะฮ์ที่ 30 ความว่า

 

“และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น ไม่เห็นดอกหรือว่าแท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น

แต่ก่อนนี้รวมติดเป็นผืนเดียวกันแล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน

เราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตจากน้ำ ดังนั้น พวกเขายังไม่ศรัทธาอีกหรือ

(อัลกุรอาน 21:30)

 

คำว่า รอตะกอ” ตามพจนานุกรม แปลว่าเย็บติดกัน ซึ่งหมายความว่า แต่ละอย่างผสมกัน หรือผสมกลมกลืนกัน คำนี้จะใช้กับสิ่งสองสิ่งที่ต่างกันแต่นำมารวมเป็นสิ่งเดียวกัน ส่วนวลีที่ว่า “เราได้แยกออก” มาจากคำกริยา “ฟะตะกอ” ซึ่งใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จากการแยกออกหรือการทำลายโครงสร้างของ ”รอตะกอ“ (ยึดติดกันไว้) การที่เมล็ดพืชงอกขึ้นมาจากพื้นดิน เป็นตัวอย่างหนึ่งของความหมายของกริยานี้

จากความรู้นี้เราลองกลับไปดูอายะฮ์นี้อีกครั้งหนึ่ง อายะฮ์นี้กล่าวไว้ว่าชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้น ในระยะแรกได้อยู่ในสภาพของ รอตะกอ (ยึดติดกันไว้) และต่อมาจึงถูก ฟะตะกอ (แยกออกจากกัน) เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ถ้าหากเรานึกไปถึงระยะแรกของบิ๊กแบง เราจะพบว่าเพียงจุดจุดเดียวนั้น ได้รวมทุกๆสิ่งในจักวาล ทั้ง “ชั้นฟ้าและแผ่นดิน” ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้บังเกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ ทุกสิ่งรวมอยู่ในสภาพ รอตะกอ (ยึดติดกันไว้) และเมื่อมีการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงก็เป็นเหตุให้เกิด ฟะตะกอ (แยกออกจากกัน) แล้วจึงเริ่มขั้นตอนในการสร้างจักรวาล

เมื่อเปรียบเทียบสิ่งที่อายะฮ์นี้ได้อธิบายไว้กับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ เราจะเห็นว่า ข้อมูลทั้งสองต่างยืนยันความถูกต้องของกันและกัน แต่ทว่าสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การค้นพบเรื่องเหล่านี้โดยทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะปรากฏในศตวรรษที่ 20 นี้เอง


 

ภาพนี้อธิบายถึง ทฤษฎีบิ๊กแบง ที่แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างจักรวาลจากความว่างเปล่า บิ๊กแบงเป็นทฤษฎีที่พิสูจน์แล้วโดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนพยายามโต้แย้งทฤษฎีนี้ด้วยทฤษฏีอื่นๆ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีนี้ ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในวงการวิทยาศาสตร์

วงโคจร

Orbits

 

การกล่าวถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในอัลกุรอานนั้น มีการเน้นย้ำว่าทั้งสองต่างมีวงโคจรที่แน่นอนเฉพาะตน ในซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอฺ ความว่า

“และอัลลอฮ์ ทรงสร้างกลางวันและกลางคืน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งทุกๆสิ่งล้วนโคจรในจักรราศี”

(อัลกุรอาน 21:33)

 

ในซูเราะฮ์ยาซีนอายะฮ์หนึ่งกล่าวเอาไว้อีกว่า ดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้อยู่กับที่ แต่เคลื่อนไปตามวงโคจรที่แน่นอน ความว่า

“และดวงอาทิตย์ย่อมโคจรไปตามตำแหน่งสถิตของมันเอง

การนั้นเป็นการกำหนดของผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง

(อัลกุรอาน 36:38)

 

ความจริงทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานนั้น เพิ่งถูกค้นพบโดยการศึกษาสังเกตทางดาราศาสตร์ในสมัยของเรานี้เอง จากการคำนวณของนักดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์จะเดินทางด้วยความเร็วสูงถึง 720,000 กิโลเมตร/ ชั่วโมง ในทิศทางของดาวเวก้า ที่วงโคจรเฉพาะตัว เรียกว่าโซล่าร์ เอเพ็กซ์ (Solar Apex) นั่นหมายความว่า ดวงอาทิตย์จะเดินทางประมาณวันละ 17,280,000 กิโลเมตร และที่เดินทางไปพร้อมดวงอาทิตย์ด้วยนั้น มีทั้งดาวเคราะห์ต่างๆและดาวบริวารในขอบเขตแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ซึ่งโคจรไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ดวงดาวทั่วทั้งจักรวาล ก็มีลักษณะการเดินทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นเดียวกัน

ความจริงที่ว่า ทั้งจักรวาลเต็มไปด้วยเส้นทางและวงโคจรที่มีลักษณะคล้ายกันเช่นนี้ ได้ปรากฏอยู่ในอัลกุร-อานซูเราะฮ์ อัซซาริยาต ว่า

“ขอยืนยันด้วยฟากฟ้าที่มีช่องการโคจร อย่างมากมายยิ่ง”

(อัลกุรอาน 51:7)

 

ในจักรวาลมีกลุ่มดาวอยู่ประมาณ 2 แสนล้านกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มมีดวงดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง ดวงดาวส่วนใหญ่ประกอบด้วยดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์ส่วนใหญ่จะมีดาวบริวาร ส่วนประกอบของจักรวาลทั้งหมดนี้ จะเคลื่อนไปในวงโคจรที่กำหนดไว้อย่างเที่ยงตรง นับเป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่ดาวแต่ละดวงเดินทางหมุนเวียนอยู่ในวงโคจรอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับดาวอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีดาวหางต่างๆที่เดินทางอยู่ในวงโคจรที่กำหนดไว้


 

วงโคจรต่างๆในจักรวาลนั้น ไม่ได้มีเฉพาะวงโคจรของดวงดาวเท่านั้น กาแล๊คซีต่างๆก็โคจรด้วยความเร็วสูงมากบนวงโคจรที่คำนวณและกำหนดไว้เช่นกัน ในระหว่างวงโคจรนั้นจะไม่มีดาวดวงใดเลยที่จะโคจรตัดข้ามไปยังวิถีโคจรของดาวดวงอื่นหรือเกิดการปะทะกันกับดาวดวงอื่น

 ในช่วงที่อัลกุรอานประทานลงมานั้น ยังไม่มีกล้องดูดาวอย่างทุกวันนี้ และไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการศึกษาสังเกตอวกาศที่ห่างไกลออกไปนับล้านๆกิโลเมตร อีกทั้งยังไม่มีความรู้ทางฟิสิกส์หรือดาราศาสตร์ที่ทันสมัย ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น มาอธิบายว่า อวกาศ “เต็มไปด้วยเส้นทางและวงโคจร” เหมือนดังที่ปรากฏอยู่ในอายะฮ์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันว่า อัลกุรอานนั้นเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า

 

 

 

 

ดาวหางฮัลเลย์ก็เหมือนดาวหางอื่นๆในจักรวาล ที่โคจรตามวงโคจรที่ถูกกำหนดไว้ เป็นวงโคจรที่เฉพาะเจาะจงและมีเส้นทางเดินอย่างเป็นระเบียบร่วมกับดาวอื่นๆบนท้องฟ้า

 

ดาวทุกดวงบนท้องฟ้ารวมทั้งดาวเคราะห์และดาวบริวาร ดาวฤกษ์ หรือแม้แต่กาแล๊คซี ต่างก็มีวงโคจรที่เป็นของตนเอง ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้จากการคำนวณอย่างละเอียด และผู้ที่สร้างระบบที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ขึ้นมา พร้อมกับดูแลรักษาระบบนั้น ก็คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั่วทั้งจักรวาล

 

 

 

โลกมีสัณฐานกลม

THE ROUNDNESS OF THE EARTH

 

“พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินด้วยความจริงอันชัดแจ้ง พระองค์ทรงให้

กลางคืนที่คาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืน…”

(อัลกุรอาน 39:5)

ในอัลกุรอาน คำที่ใช้บรรยายถึงจักรวาลนั้นน่าสนใจยิ่ง คำภาษาอาหรับว่า “ ตักวีร ” หมายความว่า “สิ่งหนึ่งเกยซ้อนกับอีกสิ่งหนึ่ง เหมือนกับการพับผ้า” (พจนานุกรมภาษาอาหรับอธิบายว่า เป็นการพันสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง)

ข้อความในอายะฮ์เกี่ยวกับเวลากลางวันและกลางคืนที่คาบเกี่ยวซึ่งกันและกัน แสดงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัณฐานของโลก การคาบเกี่ยวกันในลักษณะดังกล่าวจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อโลกมีรูปทรงกลมเท่านั้น ความจริงข้อนี้ได้ปรากฏชัดอยู่ในอัลกุรอานตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แล้ว ทั้งที่ในขณะนั้นเรื่องสัณฐานกลมของโลกยังไม่มีใครรู้เลย

อย่างไรก็ตามเราควรตระหนักว่าความเข้าใจทางดาราศาสตร์ในเวลานั้น ทำให้เรารับรู้เกี่ยวกับโลกได้แตกต่างกัน แต่ก่อนนั้นเคยเชื่อกันว่า โลกแบน การคำนวณและการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ล้วนอาศัยความเชื่อนี้ แต่ทว่าข้อความในอัลกุรอานกลับมีข้อมูลที่มนุษย์เพิ่งจะค้นพบกันเมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง เนื่องจากอัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ทุกถ้อยคำในอัลกุรอานจึงเป็นจริงเสมอ รวมทั้งเรื่องที่กล่าวถึงจักรวาลก็เช่นกัน

 

หลังคาเป็นดังเกราะป้องกัน

THE PROTECTED ROOF

พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนให้เราตระหนักถึงลักษณะที่น่าสนใจยิ่งของท้องฟ้า ไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ:

 

“ และเราได้ทำให้ชั้นฟ้าเป็นหลังคา ถูกรักษาไว้ไม่ให้หล่นลงมา

และพวกเขาก็ยังหันหลังให้สัญญาณต่างๆของมัน

(อัลกุรอาน 21:32)

 

ลักษณะดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20

บรรยากาศที่ล้อมรอบโลกนั้นมีหน้าที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต สะเก็ดดาวทั้งเล็กและใหญ่จะถูกทำลายขณะที่เข้ามาใกล้พื้นโลก เป็นการป้องกันมิให้ตกสู่พื้นโลกและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

นอกจากนี้ ชั้นบรรยากาศยังกรองรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเอาไว้ด้วย ที่น่าสนใจก็คือจะมีเพียงรังสีที่ไม่เป็นอันตรายและมีประโยชน์เท่านั้นที่ผ่านมายังโลกเรา นั่นคือ แสงที่สามารถมองเห็นได้  รังสีใกล้อัลตร้าไวโอเลตและคลื่นวิทยุ  ซึ่งจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต รังสีใกล้อัลตร้าไวโอเลต ซึ่งจะผ่านชั้นบรรยากาศลงมาบางส่วน ใช้สำหรับการสังเคราะห์แสงของพืช และการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ส่วนรังสีอัลตร้าไวโอเลตเข้มข้นจากแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่จะถูกกรองโดยชั้นโอโซน มีเฉพาะบางส่วนที่จำเป็นเท่านั้นที่มาถึงผิวโลก

หน้าที่ในการป้องกันโลกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ชั้นบรรยากาศยังป้องกันโลกจากความหนาวเย็นของอวกาศที่มีอุณหภูมิถึง -270 องศาเซลเซียส อีกด้วย

 

ชั้นบรรยากาศจะปล่อยให้แสงที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตผ่านมายังพื้นโลกเท่านั้น ดังตัวอย่างของรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่สามารถผ่านลงมายังโลกเพียงบางส่วน เฉพาะที่จำเป็นในการสังเคราะห์แสงของพืช และในการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต

ภาพสะเก็ดดาวที่พุ่งมายังโลก เป็นวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศและอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อโลก แต่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอย่างลงตัว ได้ทรงสร้างชั้นบรรยากาศมาเป็นหลังคาปกป้องโลก ทำให้สะเก็ดดาวต่างๆกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะตกลงมาถึงโลก

ผู้คนส่วนมากที่มองท้องฟ้ามักไม่ได้นึกถึงความสำคัญของชั้นบรรยากาศในการปกป้องโลก เราแทบไม่ทันคิดกันเลยว่าโลกจะเป็นอย่างไรถ้าปราศจากระบบป้องกันเช่นนี้ ภาพนี้เป็นภาพหลุมยักษ์อันเกิดจากสะเก็ดดาวที่ตกลงมายังเมืองอริโซนา สหรัฐอเมริกา หากไม่มีชั้นบรรยากาศ สะเก็ดดาวจำนวนนับล้านคงจะตกมายังโลก ซึ่งจะทำให้ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกอีกต่อไป ชั้นบรรยากาศซึ่งทำหน้าที่ปกป้องโลกจึงช่วยให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย นี่คือการที่พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องคุ้มครองมนุษย์ นับเป็นความมหัศจรรย์ที่ประกาศไว้ในอัลกุรอานโดยแท้

 
พลังเผาผลาญที่ปะทุจากดวงอาทิตย์ มีความรุนแรงมากเกินกว่าที่มนุษย์จะประมาณได้ การปะทุเพียงครั้งเดียวเท่ากับ แรงระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาถึงหนึ่งแสนล้านลูก แต่โลกนี้ก็ได้รับการปกป้องจากชั้นบรรยากาศ

 

เหนือจากชั้นบรรยากาศของโลกขึ้นไป จะเป็นอากาศที่หนาวจัด โลกได้รับการปกป้องจากชั้นบรรยากาศให้พ้นจากความหนาวจัดที่มีอุณหภูมิถึง - 270 องศาเซลเซียส

ชั้นบรรยากาศแมกเนโตสเฟียร์ เกิดจากสนามแม่เหล็กโลกซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันโลกจากรังสีคอสมิกและจากวัตถุต่างๆในอวกาศ  ภาพนี้แสดงชั้นบรรยากาศแมกเนโตสเฟียร์ ซึ่งเรียกได้อีกอย่างว่า “แนวแวนอัลเลน” แนวเหล่านี้อยู่เหนือโลกขึ้นไปถึง 1,000 กิโลเมตร ทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตในโลกจากอันตรายต่างๆในอวกาศ ซึ่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เป็นการปกป้องที่ได้ผล สิ่งที่สำคัญก็คือ การปกป้องดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน 1,400 ปีมาแล้วในอายะฮ์ที่ว่า “เราได้ทำให้ชั้นฟ้าเป็นหลังคาที่ปกป้องและคุ้มครอง”

ไม่เพียงแต่ชั้นบรรยากาศเท่านั้นที่ปกป้องโลกจากสิ่งอันตรายต่างๆ ยังมีชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า แนวแวนอัลเลน (Van Allen Belt ) ซึ่งเกิดจากสนามแม่เหล็กของโลก ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอนุภาคกัมมันตรังสีจากดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆ  หากไม่มีแนวแวนอัลเลน พลังงานที่เกิดจากการปะทุบนดวงอาทิตย์ (พลังงานโซล่าร์) มีความรุนแรงจนสามารถทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ ดังคำกล่าวของ ดร. ฮิวจ์ รอสส์ (Dr. Hugh Ross) ดังนี้

“ในความเป็นจริงแล้ว โลกเป็นดาวที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในระบบสุริยจักรวาล แกนโลกซึ่งประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลนี้ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ก่อให้เกิดแนวแวนอัลเลน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันมิให้รังสีต่างๆพุ่งตรงเข้ามา หากปราศจากเกราะกำบังนี้ สิ่งมีชีวิตต่างๆก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในโลก ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์อีกเพียงดวงเดียวที่มีสนามแม่เหล็ก แต่ก็มีพลังน้อยกว่าโลกถึง 100 เท่า แม้แต่ดาวศุกร์ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับโลก ก็ยังไม่มีสนามแม่เหล็ก แนวแวนอัลเลนจึงนับว่าออกแบบมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโลกเราจริงๆ” 1

พลังโซล่าร์จากดวงอาทิตย์ที่เพิ่งตรวจพบเมื่อเร็วๆนี้ เมื่อเทียบกับแรงระเบิดปรมาณู ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาก็จะเท่ากับ 1 แสนล้านลูก หลังจากการปะทุ 58 ชั่วโมงจะสังเกตได้ว่าเข็มทิศชี้ต่างไปจากเดิม และที่ 250 กิโลเมตรเหนือชั้นบรรยากาศของโลก อุณหภูมิจะสูงขึ้นถึง 2500 องศาเซลเซียส

กล่าวโดยสรุปว่า ระบบที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวมาแล้วนั้นช่วยปกป้องโลกและป้องกันอันตรายจากนอกโลกนั้น นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเรียนรู้ไม่นานมานี้เอง แต่พระผู้เป็นเจ้าได้บอกแก่เราในอัลกุรอานมาหลายศตวรรษแล้ว

 

 

ฟ้าที่กลับคืนมา

THE RETURNING SKY

อายะฮ์ที่ 11 ซูเราะฮ์อัฏฏอริก ได้กล่าวถึง “การกลับคืน” ของท้องฟ้าไว้ดังนี้

 “ ขอสาบานด้วยชั้นฟ้าที่หลั่งน้ำฝน”

(อัลกุรอาน 86:11)

 

คำว่า “หลั่ง” ในอัลกุรอานมีความหมายถึง “ส่งกลับ” หรือ”การกลับคืนมา (วัฏจักร)” ด้วย

ดังที่รู้กันว่า บรรยากาศรอบโลกนั้นมีอยู่หลายชั้น แต่ละชั้นล้วนมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น จากงานวิจัยพบว่า บรรยากาศชั้นต่างๆมีหน้าที่สะท้อนสสารและรังสีกลับขึ้นไปยังอวกาศหรือสะท้อนกลับลงมายังผืนโลก ลองพิจารณาหน้าที่ “วัฏจักร” ของชั้นบรรยากาศต่างๆดังนี้

ชั้นโทรโพสเฟียร์ สูง 13 – 15 กิโลเมตรเหนือผิวโลก สามารถกลั่นไอน้ำที่ขึ้นมาจากผิวโลกให้ย้อนกลับลงมาเป็นน้ำฝน

ชั้นโอโซน ที่ระดับความสูง 25 กิโลเมตร สามารถสะท้อนรังสีที่เป็นอันตรายและแสงอัลตร้าไวโอเลตย้อนกลับไปสู่ห้วงอวกาศ

ชั้นไอโอโนสเฟียร์ ทำหน้าที่สะท้อนคลื่นวิทยุจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นๆบนผิวโลก เช่นเดียวกับระบบดาวเทียมสื่อสารทางเดียว ซึ่งทำให้การสื่อสารไร้สาย การส่งกระจายเสียงวิทยุ และการถ่ายทอดโทรทัศน์ได้ในระยะไกลมากขึ้น

ชั้นแมกเนโทสเฟียร์ สะท้อนอนุภาคกัมมันตรังสีที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆกลับไปยังห้วงอวกาศก่อนที่จะถึงโลก

ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของชั้นบรรยากาศที่ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ กลับมีปรากฎอยู่ในอัลกุรอานหลายศตวรรษมาแล้ว เป็นการย้ำอีกครั้งว่า อัลกุรอานเป็นวจนะของพระผู้เป็นเจ้า

  น้ำในโลกนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิต ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการกำเนิดของน้ำก็คือ  ชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งจะทำให้ไอน้ำที่ลอยขึ้นมาจากผิวโลกเกิดการควบแน่นเป็นฝนกลับไปตกลงบนพื้นโลก
 

โอโซโนสเฟียร์ คือ ชั้นบรรยากาศที่ช่วยป้องกันรังสีที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เช่น อัลตร้าไวโอเลต โดยจะสะท้อนรังสีนั้นกลับไปยังอวกาศ

 

ชั้นบรรยากาศแต่ละชั้นเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิต ตัวอย่าง ชั้นไอโอโนสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศสูงสุด

ช่วยในการกระจายคลื่นวิทยุเป็นระยะทางไกลๆได้

 

ชั้นของบรรยากาศ

THE LAYERS OF THE ATMOSPHERE

ข้อเท็จจริงหนึ่งเกี่ยวกับจักรวาลที่ปรากฏในอัลกุรอาน คือ ท้องฟ้าถูกสร้างให้มี 7 ชั้น ดังซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ.:

“พระองค์คือผู้ที่ได้สร้างสิ่งทั้งมวลในโลกไว้สำหรับพวกเจ้า ภายหลังได้ทรงมุ่งสู่ฟากฟ้า

และได้ทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นเป็นเจ็ดชั้นฟ้า และพระองค์นั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง

(อัลกุรอาน 2:29)

 

ซูเราะฮ์ อัลฟุศศิลัต :

“ดังนั้นพระองค์ทรงสร้างมันสำเร็จเป็นชั้นฟ้าทั้งเจ็ดในระยะเวลา 2 วัน

และทรงกำหนดในทุกชั้นฟ้าซึ่งหน้าที่ของมัน

(อัลกุรอาน 41:12)

 

คำว่า “ท้องฟ้า” ซึ่งกล่าวไว้หลายอายะฮ์ในอัลกุรอาน หมายถึง ท้องฟ้าที่อยู่เหนือผิวโลก หรือหมายถึงจักรวาลทั้งหมดก็ได้ นั่นแสดงว่า ท้องฟ้าหรือบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกนั้นมี 7 ชั้น ในปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าบรรยากาศของโลก ประกอบด้วยชั้นหลายชั้นที่แตกต่างกัน และยิ่งกว่านั้นยังพบว่ามี 7 ชั้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานด้วย

 

 

คุณสมบัติต่างๆทั้งหมดของโลกล้วนจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งหนึ่งคือ ชั้นบรรยากาศซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังแก่สิ่งมีชีวิต ปัจจุบันมีข้อเท็จจริงที่ว่า ชั้นบรรยากาศประกอบด้วยชั้นที่แตกต่างกันทับซ้อนกันอยู่ 7 ชั้น ตรงตามที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ แน่นอนว่านี่คือความมหัศจรรย์ประการหนึ่งของอัลกุรอาน

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า บรรยากาศประกอบด้วยชั้นต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันทางกายภาพ ในเรื่องความดัน และชนิดของก๊าซที่เป็นองค์ประกอบ โดยชั้นโทรโพสเฟียร์ (troposphere) เป็นชั้นที่อยู่ใกล้พื้นโลกมากที่สุด และมีมวลถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของบรรยากาศทั้งหมด ชั้นที่อยู่ถัดขึ้นไปคือ ชั้นสตาร์โทสเฟียร์ (startosphere) และชั้นโอโซนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นสตาร์โทสเฟียร์ มีหน้าที่ดูดซับรังสีอัลตร้าไวโอเลต ชั้นที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกคือ ชั้นเมโสสเฟียร์ (mesosphere) ถัดไปคือ ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (thermosphere) ซึ่งมีก๊าซแตกตัวเป็นประจุเกิดเป็นอีกชั้นหนึ่งอยู่ภายใน เรียกว่า ชั้นไอโอโนสเฟียร์ (IONOSPHERE) ส่วนชั้นที่อยู่นอกสุดมีขอบเขตประมาณ 480 ถึง 960 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก คือชั้นเอกโซสเฟียร์ (EXOSPHERE) 2

 

เมื่อกว่า 1,400 ปีก่อน ยังมีความเชื่อกันว่า ท้องฟ้าเป็นส่วนเดียวกันทั้งหมด แต่อัลกุร อานได้แสดงความมหัศจรรย์ โดยกล่าวว่า ท้องฟ้าประกอบด้วย 7 ชั้น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบ ความจริงดังกล่าว เมื่อไม่นานนี้

หากเรานับจำนวนชั้นที่ได้รับการกล่าวอ้างไว้แล้ว จะพบว่าชั้นบรรยากาศประกอบด้วย 7 ชั้น ดังนี้

  1. ชั้นโทรโพสเฟียร์ ( troposphere )
  2. ชั้นสตาร์โทสเฟียร์ ( startosphere )
  3. ชั้นโอโซโนสเฟียร์ ( OZONOSPHERE )
  4. ชั้นเมโสสเฟียร์ ( mesosphere )
  5. ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ ( thermosphere )
  6. ชั้นไอโอโนสเฟียร์ ( IONOSPHERE )
  7. ชั้นเอกโซสเฟียร์ ( EXOSPHERE )

 

ความมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีกล่าวไว้ในอายะฮ์ที่ 12 ของซูเราะฮ์ อัลฟุศศิลัต ความว่า “...และ(พระองค์)ทรงกำหนดในทุกๆชั้นซึ่งหน้าที่ของมัน...” หมายความว่าพระองค์ได้สร้างให้แต่ละชั้นฟ้ามีหน้าที่เฉพาะแตกต่างกัน ซึ่งมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลก เช่น การเกิดฝน, การป้องกันรังสีที่เป็นอันตราย, การสะท้อนคลื่นวิทยุ และการป้องกันภัยจากอุกกาบาต

หน้าที่ดังกล่าวปรากฏ ในแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่างหนึ่งดังนี้ :

ชั้นบรรยากาศมีทั้งสิ้น 7 ชั้น ชั้นล่างสุดคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งเป็นเพียงชั้นเดียวเท่านั้นที่มีการเกิดฝน หิมะ และลม3

ข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถค้นพบได้หากปราศจากเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 20นั้น อัลกุรอานได้เปิดเผยแก่เราตั้งแต่เมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

 

 

 
 

    
2 / total 7
You can read Harun Yahya's book ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน online, share it on social networks such as Facebook and Twitter, download it to your computer, use it in your homework and theses, and publish, copy or reproduce it on your own web sites or blogs without paying any copyright fee, so long as you acknowledge this site as the reference.
About this site | Make your homepage | Add to favorites | RSS Feed
All materials can be copied, printed and distributed by referring to author “Mr. Adnan Oktar”.
(c) All publication rights of the personal photos of Mr. Adnan Oktar that are present in our website and in all other Harun Yahya works belong to Global Publication Ltd. Co. They cannot be used or published without prior consent even if used partially.
© 1994 Harun Yahya. www.harunyahya.com - info@harunyahya.com
page_top